Category Archives: ความรู้เรื่องรถ

7 เทคนิคดูแลและตรวจสอบประเก็นฝาสูบโก่ง

เมื่อประเก็นฝาสูบโก่งอาจจะก่อให้เกิดอาการผิดปกติที่แตกต่างกันมากมาย เช่น น้ำหม้อน้ำรั่วแล้วไหลปะปนกับน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบหรือน้ำมันรั่วจากเครื่องยนต์ ดูผิวเผิน เหมือนว่าอาการเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆแล้วอาจมีสาเหตุมาจากต้นเหตุเดียวกัน คือ ประเก็นฝาสูบ รวมไปถึงอาจเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม บางครั้งเมื่อประเก็นฝาสูบโก่งจริงๆอาจจะไม่ปรากฎอาการที่ว่ามานี้เลยก็ได้เช่นกัน เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบ ประเก็นฝาสูบที่ชำรุด ในจุดบริเวณรอยต่อระหว่างกระบอกสูบจะทำให้เกิดการจุดระเบิดไม่ครบสูบ เพราะการชำรุดระหว่างบริเวณรอยต่อของกระบอกสูบ แรงอัดจากกระบอกสูบหนึ่งจะรั่วไหลสู่อีกกระบอกสูบได้ แรงอัดที่ลดต่ำลงนี้จะเป็นผลให้รอบเดินเบามีปัญหา ประเก็นฝาสูบที่เสียในลักษณะนี้อาจจะไม่มีผลให้เครื่องโอเวอร์ฮีทหรือเครื่องร้อน ไม่มีผลให้น้ำหม้อน้ำรั่วเข้าปนในน้ำมันเครื่องหรือมีอาการภายนอกอื่นใด ส่วนใหญ่จะเป็นอาการจุดระเบิดไม่ครบสูบเท่านั้น เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท เมื่อประเก็นฝาสูบเสื่อมบริเวณรอยต่อระหว่างห้องเผาไหม้กับหม้อน้ำ จะส่งผลให้น้ำหม้อน้ำค่อยๆระเหยหายและเครื่องโอเวอร์ฮีทบ่อย ซึ่งอาจเกิดเป็นพักๆ ไม่ได้เกิดตลอด ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้รถ เช่น รถอาจจะโอเวอร์ฮีทหลังจากขับไปสักพักใหญ่ๆ แต่ถ้าขับระยะสั้นๆ อาจจะไม่แสดงอาการใดๆออกมาเลยก็เป็นได้ บ่อยครั้งที่ปัญหานี้ยกระดับขึ้นหลังจากเครื่องโอเวอร์ฮีทด้วยสาเหตุอื่นก่อน เช่น พัดลมหม้อน้ำเสียจึงทำให้เครื่องโอเวอร์ฮีท แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนพัดลมไปแล้ว แต่เครื่องยนต์ก็กลับมาโอเวอร์ฮีทอีกหลังจากผ่านไปหลายเดือน นั่นก็เพราะการโอเวอร์ฮีทในครั้งแรกมีผลให้ฝาสูบโก่งไปแล้ว แต่กว่าอาการจะออกอีกทีต้องใช้รถผ่านไปสักระยะหนึ่งก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ช่างหรือผู้ใช้รถหลายๆคนสับสน จนหลงลืมสาเหตุที่แท้จริงเมื่ออาการโอเวอร์ฮีทกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง การผสมปะปนของน้ำหม้อน้ำและน้ำมันเครื่อง … Continue reading

Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

จริงๆแล้ว…เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีเอ็นจิ้นเบรค!!!

เพราะเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake เหมือนเครื่องยนต์เบนซิน เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลไม่มีการควบคุมปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ไหลเข้ากระบอกสูบ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่มีวาล์วปีกผีเสื้อเหมือนเครื่องเบนซิน นั่นคืออากาศจะไหลเข้าตลอดเวลา โดยความเร็วของเครื่องยนต์ดีเซลจะถูกควบคุมด้วยปริมาณการฉีดน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ดีเซลมีระบบเบรคดังต่อไปนี้แทน เบรคไอเสีย (Exhaust Brake) เบรคอไอเสีย คือ ระบบเบรคที่ใช้การปิดกั้นไอเสียบางส่วนไม่ให้ออกจากกระบอกสูบ ส่งผลให้เกิดแรงดันขึ้นต้านการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ผลที่ได้ก็คือเครื่องยนต์ก็จะหมุนช้าลง ความเร็วของรถก็จะลดลงนั่นเอง การทำงานของเบรคไอเสีย จริงๆแล้วเบรคไอเสียไม่สามารถปิดกั้นระบบไอเสียได้อย่างสนิท100% เพราะถ้าระบบไอเสียปิดสนิท ความดันในระบบไอเสียจะสูงขึ้นเรื่อยๆจนสร้างความเสียหายให้กับระบบท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์ได้ โดยถ้าความดันในระบบไอเสียหรือความดันด้านหลังของวาล์วไอเสียในเครื่องยนต์นั้นเกินกว่าค่าความสามารถของสปริงที่ยึดวาล์วไว้ จะส่งผลให้วาล์วไอเสียถูกดันให้เปิดออก ผลก็คือลูกสูบก็จะเข้ามากระแทกวาล์วได้ เป็นเหตุให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย เบรคไอเสียจะไม่ทำงานในกรณีต่อไปนี้ เมื่อผ่อนคันเร่ง เมื่ออยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง เมื่อระบบเบรค ABS ทำงาน ทำไมต้องมีระบบเบรคไอเสีย? โดยประโยชน์ของเบรคไอเสียก็คือการช่วยลดภาระของระบบเบรคปกติในรถดีเซล/รถบรรทุก อันเป็นการป้องกันระบบเบรคไหม้เมื่อต้องบรรทุกหนักหรือลากจูงระหว่างลงเขาหรือเมื่อต้องพ่วง ดังนั้นระบบเบรคไอเสียถือเป็นอีกระบบช่วยในการเบรค ถือเป็นอีกระบบที่จำเป็นต้องมีในรถดีเซล/รถบรรทุก ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake แต่นอกจากเบรคไอเสียแล้วเครื่องยนต์ดีเซลก็ยังมีระบบ … Continue reading

Posted in ความรู้เรื่องรถ, อื่นๆ | Tagged , , , , , | Leave a comment

บทความเดียวจบ! รวมความรู้เรื่องของการจุดระเบิด, เครื่องน็อค และ EGR!

ในเครื่องยนต์แบบลูกสูบ 4 จังหวะ จะประกอบไปด้วยจังหวะการทำงานดังต่อไปนี้ (ที่มารูป kids.britannica.com) จังหวะดูด วาว์ลไอดีเปิดออก ลูกสูบเคลื่อนที่ลงรอรับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันไหลเข้าสู่กระบอกสูบ จังหวะอัด วาว์ลไอดีปิด ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันให้มีปริมาตรเล็กลง ความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบตอนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อเอื้อต่อการจุดระเบิดได้ง่ายขึ้น จังหวะระเบิด เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่อบีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันจนถึงจุดที่เหมาะสม(มีอุณหภูมิที่สูงพอแล้ว) หัวเทียนก็จะสร้างประกายไฟ ประกายไฟจากหัวเทียนก็จะทำปฏิกิริยากับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันที่กำลังอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเผาไหม้นี้เพื่อก่อให้เกิดการระเบิดหรือการเผาไหม้ โดยพลังงานจากการระเบิดนี้เองก็จะถูกส่งต่อไปยังลูกสูบเพื่อหมุนเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ เกิดเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนรถยนต์ จังหวะคาย วาว์ลไอเสียก็จะเปิดออก พร้อมๆกับการดันตัวขึ้นของลูกสูบเพื่อผลักดันไอเสียออกจากกระบอกสูบต่อไป ในสภาวะที่เครื่องยนต์ทำงานปกติลูกสูบจะเคลื่อนที่บีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเพื่อให้เกิดการระเบิดที่จังหวะระเบิดซึ่งตรงกับตอนที่หัวเทียนสร้างประกายไฟ แต่ถ้าหากส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเกิดการจุดระเบิดขึ้น(เอง)ก่อนที่ลูกสูบจะเคลื่อนตัวถึงจุดระเบิด เราเรียกสภาวะนี้ว่า “การชิงจุดระเบิดก่อน” การชิงจุดระเบิดก่อน คือ สภาวะที่ส่วนผสมของน้ำมัน/อากาศเกิดการจุดระเบิดด้วยตัวเองก่อนหัวเทียนสร้างประกายไฟที่จังหวะจุดระเบิด เมื่อส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศเกิดการระเบิดก่อนกำหนด จะส่งผลให้เกิดแรงผลักดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงในขณะที่เพลาข้อเหวี่ยงนั้นกลับกำลังดันลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นตาม“จังหวะอัด” จึงส่งผลให้เกิดเสียงดังขึ้น โดยเสียงดังจากการทำงานที่ผิดจังหวะนี้หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ เพราะความดันส่วนเกินที่เกิดขึ้นนี้จะสร้างความเสียหายให้กับทั้งลูกสูบ,วาล์วและประเก็นต่างๆ หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า “เครื่องน็อค” อย่างไรก็ตาม นอกจากการจุดระเบิดก่อนแล้วยังมีอีกอาการที่คล้ายๆกัน และหลายๆคนยังเข้าใจผิด … Continue reading

Posted in ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , | Leave a comment

แค่สังเกตหน้าปัดรถก็ช่วยถนอมเกียร์ได้

เพราะชุดเกียร์ออโตเมติกไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับแรงจากเครื่องยนต์แล้วส่งไปที่ล้อเท่านั้น แต่ชุดเกียร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ช่วยให้เราขับเคลื่อนรถได้หลากหลาย ทั้งเดินหน้าถอยหลัง เนื่องจากเครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วแคบๆช่วงหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่มีชุดเกียร์จะส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และสิ้นเปลืองน้ำมัน เนื่องจากเครื่องยนต์ต้องทำงานในรอบเครื่องที่ช้าหรือเร็วมากเกินไป ด้วยขณะที่รถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่างๆชุดเกียร์จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่รอบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยชุดเกียร์จะทำการปรับเปลี่ยนเกียร์ที่ดีสุดให้สัมพันธ์กับความเร็วของรถ การสังเกตจุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จะช่วยให้เรารู้จักจังหวะการทำงานของชุดเกียร์ และเมื่อเกียร์เริ่มมีปัญหาเราจะสามารถสังเกตถึงอาการผิดปกติได้โดยง่าย รถทุกคันล้วนมีหน้าปัดบอกความเร็วรอบเครื่องอยู่แล้ว แต่เจ้าของรถบางส่วนมักไม่ให้ความสำคัญ แค่หมั่นสังเกตเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับหน้าปัดรอบเครื่องก็จะช่วยให้เราเข้าใจชุดเกียร์รถเรามากขึ้น เมื่อเกียร์เริ่มมีอาการผิดปกติเราก็จะสามารถรับรู้และแก้ไขก่อนที่อาการเสียจะบานปลายได้ โดยจุดที่รถทำการเปลี่ยนเกียร์ สามารถสังเกตง่ายๆได้เมื่อเรากดคันเร่งเพิ่มความเร็วรถจนถึงจุดหนึ่งที่รถจะทำการเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่องก็จะขึ้นสูงชั่วขณะ จากนั้นก็จะลดต่ำลง แล้วความเร็วรถก็จะเพิ่มขึ้น ถึงแม้จุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จริงๆนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่เมื่อเซ็นเซอร์ต่างๆส่งข้อมูลไปยัง ECU เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดจุดที่ทำการเปลี่ยนเกียร์แล้ว จากนั้น ECU ก็จะส่งสัญญาณสั่งให้คลัชทำการปล่อย เพื่อเริ่มทำการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ ถ้าเรากดคันเร่งหรือเมื่อเซ็นเซอร์ส่งข้อมูลว่ารถกำลังเร่ง แต่ ECUกลับยังไม่สั่งการให้เปลียนเกียร์ ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานรอบสูงขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และกินน้ำมันมากขึ้น เพราะรถยังใช้เกียร์เดิมนั่นคือไม่สัมพันธ์กับความเร็วความเร่งรถที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ส่วนปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ สุญญากาศในเครื่องยนต์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ โหลดของเครื่องยนต์ และพฤติกรรมการขับขี่ของเราที่ผ่านมา … Continue reading

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , , , , | Leave a comment

การเปลี่ยนกรองอากาศไม่ได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น!

เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นระบบหัวฉีด ซึ่งมีแอร์โฟร์เซนเซอร์คอยรายงานปริมาณอากาศส่งไปที่ ECU จากนั้น ECU ก็จะทำการสั่งงานควบคุมระบบการฉีดจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว (โดยจะทำการฉีดน้ำมันให้สัมพันธ์กับปริมาณอากาศในอัตราส่วนอากาศ 14.7 ส่วนต่อน้ำมันหนึ่งส่วน อากาศที่น้อยลง ECU ก็จะสั่งให้ส่งน้ำมันไปฉีดน้อยลง) แต่ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นก่อนที่ใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ การเปลี่ยนกรองอากาศจะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกรองอากาศเป็นเรื่องที่ควรทำตามระยะการเปลี่ยนตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนเพื่อจุดประสงค์ในการประหยัดน้ำมันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรองอากาศที่สกปรกอาจจะส่งผลให้กำลังเครื่องยนต์ลดลงบ้าง แต่กรองอากาศที่ใหม่หรือสกปรกไม่มีผลต่อการประหยัดน้ำมัน ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนกรองอากาศ ควรจะเปลี่ยนกรองอากาศเพราะสกปรกและอุดตันจนอาจมีสิ่งสกปรกหลุดไปสู่ห้องเผาไหม้สร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ต่อไปได้ ขั้นตอนการเปลี่ยนกรองอากาศที่ถูกต้อง ถอดฝาหม้อกรองอากาศออก จากนั้นค่อยๆยกกรองอากาศออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กรองอากาศไปกระแทกโดนหม้อกรองหรือส่วนอื่นเพราะจะทำให้เศษสิ่งสกปรกหลุดลงไปได้ หลังจากนั้นให้เช็ดหม้อกรองอากาศท่อดูดอากาศและบริเวณรอยต่อด้วยผ้าชื้นๆหมาดๆ (รถยนต์บางรุ่นอาจจำเป็นต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์ จึงสามารถถอดฝาหม้อกรองอากาศได้) กรองอากาศจากผู้ผลิต OEM จะพอดีใส่ได้กับหม้อกรองอากาศ ไม่มีแก็บช่องว่าง และไม่ต้องออกแรงในการใส่หรือดันอีกด้วย สำหรับการปิดฝาหม้อกรองอากาศก็ควรให้แน่ใจว่าขันน็อตแน่นหนาครบทุกตัว เพราะถ้ามีช่องว่างอาจจะทำให้เศษสิ่งสกปรกใช้เป็นทางลัดเข้าสู่เครื่องได้ (สำหรับ รถที่ต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์และสายไฟ อย่าลืมทำการใส่เซนเซอร์และสายไฟกลับเข้าที่) เพื่อป้องกันการเปิดฝาหม้อกรองอากาศเพื่อเช็คบ่อยๆ การเขียนวันที่เปลี่ยนกรองอากาศพร้อมเลขไมล์ลงบนกระดาษติดหน้าหม้อกรองอากาศ ก็ช่วยป้องกันการเปิดหม้อกรองอากาศเพื่อตรวจเช็คบ่อยๆได้ … Continue reading

Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

6 สัญญาณ 4 เทคนิคดูแลปั๊มติ๊กให้อยู่คู่รถนานๆ

ปั๊มติ๊กจะจุ่มอยู่ในถังน้ำมันเพื่อดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันส่งให้ระบบเพื่อทำการเผาไหม้ ปัจจุบันปั๊มติ๊กถูกขับด้วยเฟือง/มอเตอร์ไฟฟ้า โดยปั๊มติ๊กจะทำงานคู่กับกรองน้ำมันเบนซินและเรกกูเรเตอร์เพื่อกรองน้ำมันและควบคุมแรงดันน้ำมันก่อนส่งเข้ารางหัวฉีด สาเหตุที่เรียกว่า “ปั๊มติ๊ก” เนื่องจากปั๊มติ๊กสมัยก่อนจะใช้หลักการขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าในการดันไดอะแฟรม(ภายในปั๊มติ๊ก)เพื่อสูบจ่ายน้ำมันจึงมีเสียง “ติ๊ก” เนื่องจากเครื่องยนต์สมัยก่อนใช้คาร์บูเรเตอร์ที่ใช้ความดันในระบบไม่ค่อยสูงแค่ 10-15 psi ปั๊มติ๊กซึ่งทำงานแบบกลไกล(อาศัยหลักกลศาสตร์)ด้วยไดอะแฟรมนี้จึงมีแรงเพียงพอในการสร้างความดันให้กับระบบ แต่เครื่องยนต์ปัจจุบันที่ใช้ระบบหัวฉีดซึ่งต้องการแรงดันที่สูงขึ้น จึงต้องเปลี่ยนเป็นปั๊มระบบไฟฟ้า (แรงดัน 40-50 psi) ซึ่งปั๊มแบบนี้จะมีแรงในการดูดน้ำมันต่ำแต่มีแรงฉีด(ส่ง)สูง จึงต้องติดตั้งปั๊มในถังน้ำมัน ถ้าปั๊มติ๊กแบบเก่าจะมีแรงดูดสูงแต่แรงฉีดต่ำจึงติดใกล้ๆเครื่องยนต์ รวมไปถึงเป็นการลดต้นทุนการประกอบในโรงประกอบรถ เนื่องจากปั๊มติ๊กที่ติดตั้งในถังน้ำมันจะถูกผลิตสำเร็จรูปติดมากับถังน้ำมันจาก supplier เลย ปั๊มติ๊กแบบไฟฟ้าจะมีทั้งแบบใช้ เรกกูเรเตอร์(อยู่ที่ห้องเครื่อง)ในการควบคุมแรงดันน้ำมันในระบบและส่งแรงดันส่วนเกินกลับถังน้ำมัน ซึ่งมีข้อดีก็คือจะช่วยควบคุมน้ำมันไม่ให้ร้อนเกินไป ส่วนปั๊มติ๊กแบบไม่ใช้เรกกูเรเตอร์ จะใช้ ECU เป็นตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมที่จะจ่ายให้ปั๊มติ๊กส่งผลให้ความดันน้ำมันที่ปั๊มสูบฉีดแปรผันตามแรงดันไฟฟ้า หรืออีกแบบก็คือใช้ pressure relief valve ที่ตัวปั๊มติ๊กเองปล่อยแรงดันส่วนที่เกินกลับถังน้ำมัน น้ำมันที่ไหลผ่านปั๊มติ๊กช่วยให้ปั๊มติ๊กไม่ร้อนและมีการหล่อลื่น เมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยปั๊มติ๊กก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำลงไป ประกอบกับไม่มีน้ำมันมาห่อหุ้มเพื่อระบายความร้อนและหล่อลื่นปั๊มติ๊ก ทั้งสองเหตุผลนี้คือสาเหตุที่ทำให้ปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าออกให้หมดแล้วใส่น้ำมันใหม่ไปแทนที่ … Continue reading

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , | 3 Comments

รถใหม่ต้อง Run In หรือไม่?

เป็นคำถามที่ถกเถียงกันไม่น้อย ว่ารถยนต์สมัยนี้ยังจำเป็นต้อง Run In อยู่หรือไม่ โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้ Run In ก็ให้เหตุผลว่าต้องทำเพราะเครื่องยนต์ยังใหม่ ระบบต่างๆยังไม่เข้าที่ จึงต้อง Run In เพื่อถนอมชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์ ส่วนฝ่ายที่เสนอว่าไม่จำเป็นต้อง Run In เนื่องด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันที่ทันสมัยขึ้น การประกอบรถยนต์มีความแม่นยำเที่ยงตรงขึ้น รวมไปถึงโรงงานมีการทดสอบมาก่อนแล้ว ซึ่งยังมีจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เพราะการทดสอบที่โรงงานรถยนต์นั้นเป็นการ Break In ไม่ใช่ Run In โดยการ Break In ก็คือการ start เครื่องยนต์ในครั้งแรกจะมีการเสียดสีของชิ้นส่วนต่างๆค่อนข้างมากเพื่อให้เกิดการสึกหรอในระดับที่ชิ้นส่วนต่างๆขบกันอย่างเข้าที่ เข้าที่แบบที่น้ำมันเครื่องจะเข้าไปแทรกได้และทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการ Break In นี้จะกระทำที่โรงงานและทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่มีเศษโลหะต่างๆออกมา ก่อนจะทำการส่งมอบรถออกจำหน่ายต่อไป โดยยังไม่ใช่การ Run … Continue reading

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Leave a comment