การเปลี่ยนกรองอากาศไม่ได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น!

เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นระบบหัวฉีด ซึ่งมีแอร์โฟร์เซนเซอร์คอยรายงานปริมาณอากาศส่งไปที่ ECU จากนั้น ECU ก็จะทำการสั่งงานควบคุมระบบการฉีดจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว (โดยจะทำการฉีดน้ำมันให้สัมพันธ์กับปริมาณอากาศในอัตราส่วนอากาศ 14.7 ส่วนต่อน้ำมันหนึ่งส่วน อากาศที่น้อยลง ECU ก็จะสั่งให้ส่งน้ำมันไปฉีดน้อยลง) แต่ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นก่อนที่ใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ การเปลี่ยนกรองอากาศจะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกรองอากาศเป็นเรื่องที่ควรทำตามระยะการเปลี่ยนตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนเพื่อจุดประสงค์ในการประหยัดน้ำมันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรองอากาศที่สกปรกอาจจะส่งผลให้กำลังเครื่องยนต์ลดลงบ้าง แต่กรองอากาศที่ใหม่หรือสกปรกไม่มีผลต่อการประหยัดน้ำมัน ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนกรองอากาศ ควรจะเปลี่ยนกรองอากาศเพราะสกปรกและอุดตันจนอาจมีสิ่งสกปรกหลุดไปสู่ห้องเผาไหม้สร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ต่อไปได้

ขั้นตอนการเปลี่ยนกรองอากาศที่ถูกต้อง

  1. ถอดฝาหม้อกรองอากาศออก จากนั้นค่อยๆยกกรองอากาศออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กรองอากาศไปกระแทกโดนหม้อกรองหรือส่วนอื่นเพราะจะทำให้เศษสิ่งสกปรกหลุดลงไปได้ หลังจากนั้นให้เช็ดหม้อกรองอากาศท่อดูดอากาศและบริเวณรอยต่อด้วยผ้าชื้นๆหมาดๆ (รถยนต์บางรุ่นอาจจำเป็นต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์ จึงสามารถถอดฝาหม้อกรองอากาศได้)
  2. กรองอากาศจากผู้ผลิต OEM จะพอดีใส่ได้กับหม้อกรองอากาศ ไม่มีแก็บช่องว่าง และไม่ต้องออกแรงในการใส่หรือดันอีกด้วย สำหรับการปิดฝาหม้อกรองอากาศก็ควรให้แน่ใจว่าขันน็อตแน่นหนาครบทุกตัว เพราะถ้ามีช่องว่างอาจจะทำให้เศษสิ่งสกปรกใช้เป็นทางลัดเข้าสู่เครื่องได้ (สำหรับ รถที่ต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์และสายไฟ อย่าลืมทำการใส่เซนเซอร์และสายไฟกลับเข้าที่)
  3. เพื่อป้องกันการเปิดฝาหม้อกรองอากาศเพื่อเช็คบ่อยๆ การเขียนวันที่เปลี่ยนกรองอากาศพร้อมเลขไมล์ลงบนกระดาษติดหน้าหม้อกรองอากาศ ก็ช่วยป้องกันการเปิดหม้อกรองอากาศเพื่อตรวจเช็คบ่อยๆได้
  4. เจ้าของรถส่วนใหญ่คงทำการเปลี่ยนกรองอากาศด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือช่างที่ให้บริการตามอู่หรือศูนย์คงไม่ได้ใส่ใจหรือระมัดระวังขนาดนี้ การใช้กรองอากาศที่สกปรกไปเรื่อยๆยังดีกว่าการเปลี่ยนกรองอากาศที่ไม่ถูกวิธีแล้วมีเศษสิ่งสกปรกหลุดเข้าห้องเครื่องห้องเผาไหม้เสียอีก
  • ควรเลือกใช้กรองอากาศแบบเดิมๆแบบที่ติดมากับรถนั่นแหละดีสุดแล้ว
  • ขั้นตอนการเปลี่ยนกรองอากาศเป็นงานที่สำคัญและต้องเน้นเรื่องความสะอาด
  • เศษสิ่งสกปรกเล็กๆจากกรองอากาศอันเก่าที่เปลี่ยนด้วยความไม่ระมัดระวังสามารถสร้างความสึกหรอให้กับเครื่องยนต์ได้
  • การเปลี่ยนกรองอากาศด้วยตัวคุณเองเป็นเรื่องง่าย รวมถึงคุณยังสามารถควบคุมคุณภาพและความสะอาดของงานได้
  • กรองอากาศปัจจุบัน ไม่ได้มีหน้าที่ในการดักจับเศษสิ่งสกปรกในอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยในการลดเสียงรบกวน และลดกระแสอากาศที่ปั่นป่วน จัดระเบียบกระแสอากาศก่อนเข้าเครื่องได้

การเปลี่ยนกรองอากาศ

Advertisements
Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

6 สัญญาณ 4 เทคนิคดูแลปั๊มติ๊กให้อยู่คู่รถนานๆ

ปั๊มติ๊กจะจุ่มอยู่ในถังน้ำมันเพื่อดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันส่งให้ระบบเพื่อทำการเผาไหม้ ปัจจุบันปั๊มติ๊กถูกขับด้วยเฟือง/มอเตอร์ไฟฟ้า โดยปั๊มติ๊กจะทำงานคู่กับกรองน้ำมันเบนซินและเรกกูเรเตอร์เพื่อกรองน้ำมันและควบคุมแรงดันน้ำมันก่อนส่งเข้ารางหัวฉีด

สาเหตุที่เรียกว่า “ปั๊มติ๊ก” เนื่องจากปั๊มติ๊กสมัยก่อนจะใช้หลักการขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าในการดันไดอะแฟรม(ภายในปั๊มติ๊ก)เพื่อสูบจ่ายน้ำมันจึงมีเสียง “ติ๊ก” เนื่องจากเครื่องยนต์สมัยก่อนใช้คาร์บูเรเตอร์ที่ใช้ความดันในระบบไม่ค่อยสูงแค่ 10-15 psi ปั๊มติ๊กซึ่งทำงานแบบกลไกล(อาศัยหลักกลศาสตร์)ด้วยไดอะแฟรมนี้จึงมีแรงเพียงพอในการสร้างความดันให้กับระบบ แต่เครื่องยนต์ปัจจุบันที่ใช้ระบบหัวฉีดซึ่งต้องการแรงดันที่สูงขึ้น จึงต้องเปลี่ยนเป็นปั๊มระบบไฟฟ้า (แรงดัน 40-50 psi) ซึ่งปั๊มแบบนี้จะมีแรงในการดูดน้ำมันต่ำแต่มีแรงฉีด(ส่ง)สูง จึงต้องติดตั้งปั๊มในถังน้ำมัน ถ้าปั๊มติ๊กแบบเก่าจะมีแรงดูดสูงแต่แรงฉีดต่ำจึงติดใกล้ๆเครื่องยนต์ รวมไปถึงเป็นการลดต้นทุนการประกอบในโรงประกอบรถ เนื่องจากปั๊มติ๊กที่ติดตั้งในถังน้ำมันจะถูกผลิตสำเร็จรูปติดมากับถังน้ำมันจาก supplier เลย

ปั๊มติ๊กแบบไฟฟ้าจะมีทั้งแบบใช้ เรกกูเรเตอร์(อยู่ที่ห้องเครื่อง)ในการควบคุมแรงดันน้ำมันในระบบและส่งแรงดันส่วนเกินกลับถังน้ำมัน ซึ่งมีข้อดีก็คือจะช่วยควบคุมน้ำมันไม่ให้ร้อนเกินไป ส่วนปั๊มติ๊กแบบไม่ใช้เรกกูเรเตอร์ จะใช้ ECU เป็นตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมที่จะจ่ายให้ปั๊มติ๊กส่งผลให้ความดันน้ำมันที่ปั๊มสูบฉีดแปรผันตามแรงดันไฟฟ้า หรืออีกแบบก็คือใช้ pressure relief valve ที่ตัวปั๊มติ๊กเองปล่อยแรงดันส่วนที่เกินกลับถังน้ำมัน

น้ำมันที่ไหลผ่านปั๊มติ๊กช่วยให้ปั๊มติ๊กไม่ร้อนและมีการหล่อลื่น เมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยปั๊มติ๊กก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำลงไป ประกอบกับไม่มีน้ำมันมาห่อหุ้มเพื่อระบายความร้อนและหล่อลื่นปั๊มติ๊ก ทั้งสองเหตุผลนี้คือสาเหตุที่ทำให้ปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ

ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าออกให้หมดแล้วใส่น้ำมันใหม่ไปแทนที่
เพราะปัจจุบันผู้ใช้รถนิยมเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลซี่งมีส่วนผสมของเอทานอล โดยน้ำมันที่ผสมเอทานอลมักจะชอบดูดความชื้น และเมื่อจอดรถไว้นานๆโดยไม่ได้ขับ น้ำมันกับน้ำจะแยกชั้นกันในถังน้ำมัน (เอทนานอลก็จะแยกชั้นกับน้ำมันด้วย) และปั๊มติ๊กที่จุ่มอยู่ในถังน้ำมันจึงมีโอกาสเกิดสนิมกับส่วนที่เป็นโลหะของปั๊มได้ แม้ถังน้ำมันของรถบางยี่ห้อจะไม่ใช่โลหะ แต่น้ำในถังน้ำมันก็ยังก่อให้เกิดสนิมกัดกินตัวปั๊มติ๊กและก้านลูกลอยได้

น้ำมันสกปรกทำให้ปั๊มติ๊กเสียได้ เพราะสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดใหญ่กว่า 70 ไมครอน จะไม่สามารถผ่านกรองเบนซินได้ แต่สิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กกว่า (30-40 ไมครอน) จะผ่านไปได้และเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับแปรงถ่านของปั๊มติ๊กทำให้สึก เมื่อสึกมากๆเข้าปั๊มติ๊กก็จะมีความต้องการกระแสไฟฟ้ามากขึ้นทั้งๆที่ยังสูบน้ำมันที่ความดันเท่าเดิม ส่งผลให้ขั้วข้อต่อไฟฟ้าของปั๊มติ๊กไหม้ ดังนั้นก่อนเปลี่ยนปั๊มติ๊กตัวใหม่ อย่าลืมเช็คข้อต่อด้วยว่ามีรอยไหม้หรือไม่ ถ้าขั้วข้อต่อไหม้และไม่ได้เปลี่ยนใหม่ ถึงเปลี่ยนปั๊มติ๊กตัวใหม่ก็จะเสียอีก

fuel pump

6 สัญญาณที่บ่งบอกว่าปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อม

  • เครื่องสะดุดที่ความเร็ว(คงที่) เนื่องจากปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพแรงดันจึงขาดช่วงหรือทำให้สร้างแรงดันไม่ถึงค่าที่เหมาะสมได้ในบางครั้ง
  • สตาร์ทแล้วเครื่องสะดุด/กระตุก เนื่องจากปั๊มติ๊กไม่สามารถส่งน้ำมันที่มีแรงดันที่เหมาะสมตามความต้องการของระบบได้เพียงพอในการผสมกับอากาศเพื่อเกิดการเผาไหม้ส่งผลให้เกิดการสะดุด/กระตุกระหว่างการติดเครื่อง
  • เครื่องไม่มีกำลังหรือกระตุกเมื่อขับรถขึ้นทางชันหรือใช้ลากจูง เพราะปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ สภาวะปกติจึงสามารถสูบน้ำมันจ่ายให้ระบบด้วยแรงดันปกติได้ แต่เมื่อระบบต้องการน้ำมันมากขึ้น/แรงดันมากขึ้น ปั๊มติ๊กจะไม่สามารถ support ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของระบบได้
  • เครื่องวูบเมื่อวี่งด้วยความเร็วคงที่ สาเหตุของอาการนี้มาจาก(ความต้านทาน)มอเตอร์ในปั๊มติ๊กเสื่อมสภาพ ปั๊มจึงไม่สามารถรักษาแรงดันให้เสถียรตามค่าปกติ (คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการนี้เกิดจากกรองน้ำมันเบนซินเสื่อมสภาพ)
  • รถสตาร์ทไม่ติด ถ้าเจ้าของรถเพิกเฉยอาการที่เป็นสัญญาณเตือนข้างต้น สุดท้ายก็จะมาจบที่อาการนี้ นั่นคือปั๊มติ๊กเสียหรือไม่ทำงานแล้ว เมื่อสตาร์ทยังได้ยินเสียงไดสตาร์ทและเครื่องยนต์ทำงานแต่ไม่มีน้ำมันฉีดเข้าระบบ ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิงได้ที่ฟิวส์ว่าขาดหรือไม่ ถ้าฟิวส์ไม่ขาด ตรวจสอบแรงดันของระบบ ถ้าไม่มีแรงดันแสดงว่าปั๊มติ๊กไม่ทำงาน
  • สำหรับรถติดแก๊ส ถ้าสตาร์ทด้วยน้ำมันไม่ติด แต่สตาร์ทด้วยแก๊สติด แสดงว่าปั๊มติ๊กมีปัญหาแน่นอน

ทำอย่างไรให้ปั๊มติ๊กอยู่คู่กับรถเราไปนานๆ

  • ควรเติมน้ำมันที่สะอาด/มีคุณภาพ เพราะจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมไปอุดตันหรือสร้างความเสียหายที่ตัวปั๊มติ๊ก
  • ควรเติมน้ำมันให้มากกว่าระดับ ¼ ของถังอยู่เสมอ เพื่อเป็นการหล่อลื่นและระบายความร้อนให้กับปั๊มติ๊กและปั๊มติ๊กจะไม่ต้องทำงานสูบน้ำมันในระดับที่ต่ำจนเกินไป
  • ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าที่ค้างออกแล้วเติมน้ำมันใหม่เข้าไป
  • สำหรับรถติดแก๊ส ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำมันบ้าง เนื่องจากกรองเบนซินตันหรือเสีย ก็จะมีอาการคล้ายๆปั๊มติ๊กเสีย คือสตาร์ทไม่ติดบ้าง หรือสตาร์ทติดแต่กระตุก ดังนั้นถ้าพบว่ากรองเบนซินตันหรือเสียควรรีบเปลี่ยน

IMG_53

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , | 3 Comments

รถใหม่ต้อง Run In หรือไม่?

เป็นคำถามที่ถกเถียงกันไม่น้อย ว่ารถยนต์สมัยนี้ยังจำเป็นต้อง Run In อยู่หรือไม่ โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้ Run In ก็ให้เหตุผลว่าต้องทำเพราะเครื่องยนต์ยังใหม่ ระบบต่างๆยังไม่เข้าที่ จึงต้อง Run In เพื่อถนอมชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์ ส่วนฝ่ายที่เสนอว่าไม่จำเป็นต้อง Run In เนื่องด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันที่ทันสมัยขึ้น การประกอบรถยนต์มีความแม่นยำเที่ยงตรงขึ้น รวมไปถึงโรงงานมีการทดสอบมาก่อนแล้ว

ซึ่งยังมีจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เพราะการทดสอบที่โรงงานรถยนต์นั้นเป็นการ Break In ไม่ใช่ Run In โดยการ Break In ก็คือการ start เครื่องยนต์ในครั้งแรกจะมีการเสียดสีของชิ้นส่วนต่างๆค่อนข้างมากเพื่อให้เกิดการสึกหรอในระดับที่ชิ้นส่วนต่างๆขบกันอย่างเข้าที่ เข้าที่แบบที่น้ำมันเครื่องจะเข้าไปแทรกได้และทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการ Break In นี้จะกระทำที่โรงงานและทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่มีเศษโลหะต่างๆออกมา ก่อนจะทำการส่งมอบรถออกจำหน่ายต่อไป โดยยังไม่ใช่การ Run In แต่อย่างใด

ส่วนการ Run In นั้นมีหลักการว่าภายใน 1000 กิโลเมตรไม่ควรทำสิ่งต่อไปนี้

– ไม่ควรออกตัวอย่างรุนแรง
– ไม่ควรเหยียบคันเร่งค้างที่ความเร็วใดความเร็วหนึ่งนานๆ
– ไม่ควรเร่งรอบเครื่องถึงรอบสูงสุด
– ไม่ควรใช้ความเร็วสูง และไม่ควรเบรกกะทันหัน

โดยจะพบว่าหลักการของการ Run In นั้นก็เป็นสิ่งที่การขับรถปกตินั้นก็ไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัย และถึงแม้เครื่องยนต์จะได้รับการ Break In มาจากโรงงานแล้ว แต่ระบบต่างๆทั้งช่วงล่าง ยาง ผ้าเบรก นั้นยังไม่ได้รับการ Run In ดังนั้น ถ้าคุณขับรถด้วยความระมัดระวังตามหลักการข้างต้น นอกจากจะเป็นการถนอมเครื่องยนต์แล้ว สำหรับรถคันใหม่ยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับรถ ให้คุณได้รู้จักรถ ให้รถได้รู้จักคุณอีกด้วยครับ

รถใหม่ต้อง Run IN หรือไม่E

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Leave a comment

5เทคนิคดูแลและตรวจสอบ “หม้อน้ำ”

1.เทคนิคการดูแลรักษาหม้อน้ำ

  • ตรวจสอบระดับน้ำรวมถึงสภาพสีของน้ำหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ตรวจสอบสภาพสายพานและท่อยางไม่มีรอยแตกรายงา ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป
  • ตรวจสอบการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ หมุนปกติหรือไม่ หมุนอย่างมีแรง มีลมหรือไม่
  • ตรวจสอบใต้ท้องรถและในห้องเครื่องด้วยสายตาเพื่อหาว่ามีรอยน้ำหล่อเย็นรั่วซึมหรือไม่

(การตรวจสอบพัดลมว่าหมุนหรือไม่อย่างง่ายๆ ทำได้โดย บิกุญดแจ on เปิดแอร์ ไม่ต้องสตาร์ทรถ จากนั้นสังเกตพัดลมหม้อน้ำและพัดลมแอร์ต้องหมุนพร้อมกันทั้ง 2 ตัว)

2.เทคนิคตรวจสอบเมื่อเกจความร้อนขึ้นสูง

  1. ตรวจสอบระดับน้ำที่หม้อพักน้ำว่าลดลงจากระดับปกติหรือไม่?
    ถ้าลดลง แสดงอาจเกิดการรั่วซึมในระบบระบายความร้อนที่จุดใดจุดหนึ่ง
  2. เข็มความร้อนขึ้นเมื่อใด?
    1)ถ้าเข็มขึ้นขณะที่รถติดและเข็มลงเมื่อรถวิ่ง กรณีนี้ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจากพัดลมไฟฟ้าไม่ทำงาน โดยอาจเป็นอาการเสียจาก พัดลมไฟฟ้า, รีเลย์พัดลมไฟฟ้า, เทอร์โมสวิตช์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
    2)ถ้าเข็มขึ้นขณะที่รถกำลังวิ่งเท่านั้น กรณีนี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากหม้อน้ำอุดตัน
    3)ถ้าเข็มขึ้นตลอด ทั้งตอนรถติดและรถวิ่ง อาจเกิดมาจาหลายสาเหตุ เช่น น้ำในระบบไม่เพียงพอ เพราะมีการรั่วซึม(ลองสังเกตดูว่ามีคราบน้ำรั่วซึมบ้างหรือไม่) , เทอร์โมสตัทหรือวาวล์น้ำเสียทำให้ไม่มีน้ำไปหล่อเย็นเครื่อง (ตรวจสอบเบื้องต้นโดย ลองสัมผัสที่ท่อยางน้ำที่ต่อจากเครื่องมาที่ด้านบน เทียบกับท่อยางที่ต่อด้านล่างหม้อน้ำ ถ้าท่อยางด้านล่างเย็นกว่าท่อยางด้านบนมาก แสดงว่าวาวล์น้ำผิดปกติ) , ปั้มน้ำเสียทำให้น้ำไปวนหล่อเย็นเครื่องไม่เพียงพอ
    4)บางทีเข็มขึ้น บางทีก็ไม่ขึ้น  ประกอบกับตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทุกอย่างแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าเข็มความร้อนแสดงค่าผิดเพี้ยนไป

3.เทคนิคตรวจสอบหม้อน้ำรั่วตามด

ถ้ารถของคุณมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้แสดงว่ามีการรั่วตามดที่หม้อน้ำรถคุณเข้าแล้ว
1.น้ำหม้อน้ำหายและเครื่องร้อนเร็วมากๆ ทั้งตอนวิ่งทางไกลและตอนรถติด
2.เติมน้ำหม้อน้ำบ่อยครั้งละ ½ ถึง 1 ลิตร
3.น้ำหม้อน้ำไม่ได้ดันมาเก็บที่หม้อพักน้ำ
4.จอดแล้วมีน้ำหยดเวลาเครื่องร้อน

4.เทคนิคตรวจสอบฝาสูบโก่ง

โดยทั่วไปฝาสูบเครื่องยนต์จะไม่โก่งกันง่ายๆ ถ้าฝาสูบเริ่มโก่งแสดงว่าต้องเคย overheat มาบ้างแล้ว และฝาสูบจะโก่งก็ต่อเมื่อ รถเกิดความร้อนขึ้นสูงเป็นเวลานานๆ จนเครื่องดับไปเอง หรือ เติมน้ำลงในหม้อน้ำขณะที่เครื่องยังเย็นตัวไม่พอ ส่วนเทคนิคการตรวจสอบว่าฝาสูบโก่งหรือไม่มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิดฝาหม้อน้ำออก จากนั้นนำขวดน้ำพลาสติกตัดครึ่งไปประกบที่ฝาหม้อน้ำ
  2. เติมน้ำลงที่ขวดพลาสติก(ตัดครึ่ง) จากนั้นทำการติดเครื่องและเร่งเครื่อง
  3. คอยสังเกตว่ามีฟองอากาศลอยจากหม้อน้ำสู่ขวดพลาสติก(ตัดครึ่ง)หรือไม่ ถ้ามีฟองอากาศขึ้นแสดงว่าฝาสูบเครื่องยนต์เริ่มโก่งแล้ว แต่ถ้าไม่มีฟองอากาศแสดงว่าฝาสูบเครื่องยนต์ยังปกติดี

หมายเหตุ
1.เรื่องความร้อนที่ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่อาการพื้นฐานจะคล้ายๆกัน แต่ถ้าไล่ตรวจสอบอาการโดยละเอียดแล้วจะพบว่า อาการนั้นๆเกิดจากอุปกรณ์ตัวใด โดยไม่ต้องสุ่มเปลี่ยนอุปกรณ์ไปเรื่อยๆ
2.ถ้าต้องเปลี่ยนฝาสูบจริงๆ ควรเปลี่ยนเป็นของมือสอง ไม่แนะนำให้ไสหรือปาดฝาสูบเดิม

5.เทคนิคแก้ไขเบื้องต้นเมื่อเครื่องร้อนจัด

1.เมื่อเครื่องยนต์เริ่มที่จะร้อนขึ้นแต่ยังไม่มาก ให้ทำการปิดเครื่องปรับอากาศก่อน แล้วจึงตรวจสอบอุณหภูมิเครื่องยนต์ผ่านหน้าปัด ว่าอุณหภูมิลดลงหรือไม่ เพราะอาจเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนและจราจรติดขัด

2.ถ้าเครื่องร้อนจัดมากขึ้นให้ทำการจอดทันที แต่ยังไม่ต้องดับเครื่อง ให้เปิดฝากระโปรงเพื่อเป็นการระบายความร้อนและทำการตรวจสอบว่าพัดลมหมุนหรือไม่ สายพานขาดหรือไม่ตรวจสอบพบรอยน้ำหล่อเย็นรั่วซึมหรือไม่

3.จากนั้นจึงดับเครื่องและตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ ถ้าระดับน้ำหล่อเย็นลดลงมากให้รอจนเครื่องเย็นแล้วจึงเติมน้ำจนถึงระดับปกติ แล้วจึงขับรถประคองไปจนถึงอู่รถหรือศูนย์บริการใกล้ๆ หากเครื่องยนต์ยังร้อนจัดก็ให้จอดรถและดับเครื่องเติมน้ำอีกครั้ง

ข้อควรระวัง :

ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัด เพราะอาจได้รับอันตรายจากน้ำหล่อเย็นที่เดือด และกรณีเครื่องยนต์ร้อนจัดจนมีไอน้ำจากเล็ดรอดจากฝากระโปรง ห้ามเปิดฝากระโปรง ให้รอจนเครื่องเย็นก่อน

radiator check Flowchart

Posted in การดูแลรถ | Tagged , , | 3 Comments

6 เทคนิคควรรู้เมื่อต้องนำรถเข้าอู่ (รู้ทันอู่/รู้ทันช่างยนต์)

  1. ตรวจสอบรถเบื้องต้นด้วยตนเอง เมื่อรถมีอาการผิดปกติ หลายๆคนมักเลือกที่จะยกปัญหาการระบุอาการเสียให้เป็นหน้าที่ของช่าง โดยไม่ได้ทำการตรวจเช็คอุปกรณ์/ระบบเบื้องต้นด้วยตนเอง เพื่อที่จะสามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียหรือต้องการซ่อมได้ชัดเจนหรือวงแคบลง ซึ่งจะส่งผลให้เราพอคาดเดาแนวทางการซ่อม รวมถึงสามารถสืบค้นราคาอะไหล่จากท้องตลาด เพื่อประเมินราคาในการจัดซ่อมในเบื้องต้นได้
  2. ระบุอาการที่เสียต้องชัดเจน ถ้าเราไม่สามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียเองได้จริงๆ ช่างที่ตรวจสอบรถต้องสามารถระบุอาการเสียได้ชัดเจน ไม่ใช่บอกว่าเป็นที่ระบบสตาร์ท ต้องบอกไปเลยว่าเป็นที่ ไดสตาร์ท แบตเตอรี่ กุญแจ หากระบุไม่ชัดเจนหรือบอกอาการกว้างๆ ก็มีแนวโน้มสูงที่แสดงว่าช่างยังขาดประสบการณ์หรือคิดจะเล่นตุกติกบางอย่าง
  3. หมั่นสังเกตความน่าเชื่อถือของช่างหรืออู่ โดยพิจารณาจากวิธีการพูดอธิบายประเมินลักษณะอาการเสียของรถจากช่าง และแนวทางการซ่อมที่เขาวางแผนไว้ รวมไปถึงบรรยากาศภายในอู่ มีรถมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เครื่องมือมีความพร้อมและเพียงพอหรือไม่ บุคลากรมีจำนวนเหมาะสมหรือไม่ เป็นคนไทยหรือต่างด้าว
  4. เรื่องราคาค่าซ่อม ค่าอะไหล่ต้องเช็คให้ดี บางครั้งราคาที่ทางอู่เสนอมาอาจจะรู้สึกว่าไม่แพง แต่เราต้องทำการตรวจสอบทวนกลับไปด้วยว่า อะไหล่ที่ใช้เป็นของแท้หรือของเทียบ อะไหล่แท้มือหนึ่งหรือมือสอง ราคาที่เสนอต้องเสียภาษีเพิ่มอีกหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบราคาอะไหล่เกรดเดียวกันในท้องตลาดเทียบด้วย
  5. เรื่องของการเปลี่ยนอะไหล่ ศูนย์บริการมักเปลี่ยนอะไหล่ยกชุดอุปกรณ์ สำหรับอู่รถก็เช่นกัน แต่แนวทางปฏิบัติที่ดีบางอู่จะแจ้งลูกค้าว่าตัวไหนควรเปลี่ยนหรือไม่ โดยจะเน้นเปลี่ยนเฉพาะอะไหล่ตัวที่เสียหายจริงๆเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนยกชุดระบบ ดังนั้นควรตรวจสอบกับช่างให้ดีก่อนทำการเปลี่ยน หรือถ้าเรามีเวลามากหน่อย ควรไปหาซื้ออะไหล่ด้วยตนเอง แล้วค่อยจ้างอู่เปลี่ยนอะไหล่ให้โดยให้คิดแค่ค่าแรงอย่างเดียว
  6. ถ้าพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างซ่อม อย่าเพิ่งตกลงซ่อม รวมถึงเมื่อช่างแจ้งว่าพบอุปกรณ์ชำรุดเพิ่มเติมนอกแหนือรายการที่ตกลงกันก่อนซ่อมก็เช่นกัน ควรนำรถออกมาก่อน แล้วไปตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อระบุอุปกรณ์ทีบกพร่องนั้นเป็นอย่างที่ช่างแจ้งหรือไม่ ต้องเปลี่ยนจริงๆหรือไม่ เปลี่ยนเป็นบางชิ้นหรือต้องเปลี่ยนยกชุดอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ช่างหรืออู่แจ้งมานั้นมักจะใกล้จะเสื่อมสภาพแต่ยังไม่เสื่อมสภาพจริงๆ ดังนั้นจึงมักแนะนำให้เปลี่ยน

สำหรับคนที่กำลังมองหาอู่ที่ดี จุดเริ่มต้นก็ต้องเริ่มจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ดีก่อนครับ นอกจากเบี้ยประกันแล้ว บริการเสริมอื่นๆ เช่น รถใช้ระหว่างซ่อม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ก็เป็นอีกส่วนที่ต้องนำมาพิจารณาเมื่อคุณกำลังจะต่อประกันภัยรถยนต์ โดยคุณสามารถเช็คเบี้ยประกันออนไลน์เปรียบเทียบบริษัทประกันต่างๆง่ายๆ  เช็คเบี้ยประกันที่นี่ได้เลยครับ ( พิเศษ! เช็กเบี้ยประกันรถยนต์ วันนี้รับฟรี e-voucher ส่วนลดที่พักและสปาทันทีทางอีเมล)

IMG_2865E

Posted in การดูแลรถ, อื่นๆ | Tagged , , | Leave a comment

คราบตะกอนบนหัวน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง/น้ำมันเกียร์

เมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ นอกจากจะต้องมีการตรวจเช็คแหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง/น้ำมันเกียร์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตรวจสอบและทำความสะอาดก็คือ คราบน้ำมันเครื่องเก่า/น้ำมันเกียร์เก่าที่ติดค้างพร้อมกับเศษผงตะกอนเหล็กจากการสึกหรอของเครื่องยนต์บนหัวน็อต

โดยส่วนใหญ่หัวน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง/น้ำมันเกียร์ของรถยนต์หลายยี่ห้อ นั้นทำมาจากแม่เหล็กจึงมีคุณสมบัติในการดูดตะกอนผงเหล็กในห้องเครื่องหรือห้องเกียร์ได้

แต่ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาด คราบตะกอนเหล่านี้จะแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผงตะกอนเหล่านี้จับตัวหนาขึ้นเรื่อยๆที่หัวน็อตจะทำให้คุณสมบัติที่เป็นแม่เหล็กเริ่มลดประสิทธิภาพในการดูดจับตะกอนลง ก็จะส่งผลให้ผงตะกอนในห้องเครื่อง/ห้องเกียร์สะสมมากขึ้น กรองน้ำมันเครื่องจะอุดตันหรือเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เมื่อผงตะกอนถูกพัดพาอยู่ในห้องเครื่องหรือห้องเกียร์ ก็จะสร้างความสึกหรอให้กับลูกสูบหรือชุดเกียร์ในห้องเครื่อง/ห้องเกียร์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

Gear fluid drain plug_E

Posted in การดูแลรถ | Tagged , , | Leave a comment

เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคทุกครั้ง ต้องไล่อากาศจากเบรคทั้ง 4 ล้อ

กระปุกน้ำมันเบรค

เนื่องจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคนั้น ไม่ง่ายเหมือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่แค่ขันน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องด้านล่าง แล้วเติมน้ำมันเครื่องผ่านฝาด้านบน เพราะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคจะต้องค่อยๆถ่ายน้ำมันเบรคชุดเก่าออกทีละจุดแล้วจึงค่อยๆเทน้ำมันเบรคชุดใหม่ลงไป อีกทั้งต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้อากาศเข้าไปในระบบน้ำมันเบรค

หลังจากทำการถ่ายน้ำมันเบรคที่กระปุกน้ำมันเบรค/แม่ปั๊มเบรคแล้ว จากนั้นจึงค่อยไปทำการถ่ายน้ำมันเบรคและไล่อากาศที่เบรคแต่ละล้อด้วยการคลายน๊อตไล่อากาศ พร้อมๆกับการเหยียบ-ปล่อยเบรค (ในระหว่างติดเครื่องยนต์) รวมถึงต้องคอยเติมน้ำมันเบรคที่กระปุกอย่าให้ขาด มิฉะนั้นอากาศจะเข้าไปในระบบได้

ด้วยเหตุนี้ ช่างที่ไม่ใส่ใจจึงมักจะทำการถ่ายน้ำมันเบรคเฉพาะที่กระปุก โดยมิได้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันและไล่อากาศที่เบรคแต่ละล้อ

ดังนั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคครั้งต่อไป ลองสังเกตศูนย์หรืออู่ที่คุณใช้บริการด้วยครับว่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคแค่ที่กระปุกหรือไม่

Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged | Leave a comment