แชร์ประสบการณ์ ต่อประกันภัยรถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า

insurancee

อย่าหลงเชื่อ โบรกเกอร์ที่โทรมาแจ้งสิทธิโปรโมชั่นให้ชำระค่ามัดจำเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการล็อคเรตเบี้ยประกันก่อนจะปรับโครงสร้างราคาในปีต่อไป เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายก่อนล่วงหน้านานหลายเดือน เพราะค่าเบี้ยประกันจะคำนวณจากประวัติการเคลมของเราทั้งปี ดังนั้นการจ่ายค่ามัดจำก่อนไม่ได้เป็นการการันตีค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด การต่ออายุและชำระเบี้ยประกันภัยก่อนหมดอายุล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือนก็เพียงพอแล้วที่จะให้เกิดการคุ้มครองประกันภัยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อบริษัทประกันจ่ายค่าเสียหายให้แล้ว ควรระมัดระวังในการเซ็นต์เอกสารให้ดี บริษัทประกันบางรายที่ฉ้อฉลเมื่อจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตาม กธ.พรบ.ให้กับผู้เสียหายแล้ว ก็จะให้ผู้เสียหายเซ็นต์หนังสือสัญญาตกลงประนีประนอมยอมความโดยที่ผู้เสียหายรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเนื้อความในหนังสือจะระบุว่าผู้เสียหายพึงพอใจในค่าเสียหายที่ได้รับแล้วและจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดเพิ่มเติม ไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาอีกต่อไป ซึ่งความเป็นจริงผู้เสียหายยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องจากผู้ที่ทำให้เราเสียหายได้อีกตามกฎหมายการละเมิด หรือมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยในค่าเสียหายตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจเพิ่มอีก แต่ถ้าผู้เสียหายไปเซ็นต์หนังสือดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นการสละสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นๆที่เราควรได้รับเพิ่ม เช่น การที่ผู้เสียหายได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว5หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเต็มวงเงินสูงสุดของพรบ.แล้ว แต่ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นเพิ่มอีก เช่น ค่าขาดรายได้จากการทำงานเพราะบาดเจ็บ ค่ารักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเรียกได้เป็นเงินถึง 1แสน-1ล้านบาท ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับสมควรแก่ฐานะ หรือตามสมควรแก่เหตุการณ์ ของผู้เสียหายแต่ละคน

แจ้งเคลมทุกครั้งต้องมีคู่กรณี เพราะหากเราไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หรือระบุไม่ชัดเจน ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก ในกรณีที่เฉี่ยวชนกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ก็เช่นกัน ก็ให้ถือว่า เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ให้ถือว่ารั้วบ้านและเสาไฟฟ้าคือคู่กรณีในการแจ้งแคลม ห้ามแจ้งเคลม โดยการระบุความเสียหายที่มีที่มาไม่ชัดเจนเด็ดขาด เช่น จอดรถไว้หน้าบ้านแล้วถูกมอเตอร์ไซต์เฉี่ยวแล้วขี่หนีไปเลย ถ้าแจ้งแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันในการตามตัวคู่กรณีกลับมาให้ได้ มิฉะนั้น ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกันที่สุดคือช่วงไหน หลังจากที่คุณได้ทำเรื่องต่อประกันภัยล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับปัจจุบันจะหมดอายุ และคุณชำระเบี้ยประกันของกรมธรรม์ปีถัดไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกัน เนื่องจากบริษัทประกันภัยได้ทำการสำรวจรถและตรวจสอบประวัติการขับขี่ของคุณจนเสร็จสิ้น จึงมอบส่วนลดประวัติการขับขี่ดี(ถ้ามี)ให้กับคุณ พร้อมกับเสนอราคาเบี้ยประกันภัยที่ราคาถูกลง ดังนั้นการเคลมของคุณหลังจากทำเรื่องต่อประกันภัยของปีต่อไปแล้วจึงไม่มีผลต่อค่าเบี้ยประกันของปีต่อไปอย่างแน่นอน

การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงก็ไม่แน่ว่าจะได้ค่าเบี้ยประกันถูกกว่า ผมพบว่ามีโบรกเกอร์ประกันภัยหลายบริษัทที่สามารถเสนอเบี้ยประกันในราคาที่ใกล้เคียงกับที่เราทำการต่อประกันผ่านบริษัทประกันภัยโดยตรง นอกจากนี้การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงบางครั้งอาจจะค่อนข้างยุ่งยากเพราะเราต้องดำเนินการจัดส่งเอกสารหลายๆอย่างเอง แต่การต่อประกันผ่านโบรกเกอร์จะมีเซลล์หรือ จนท.มาช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆแทนเรา

พิจารณาบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆของโบรกเกอร์ประกันภัย การต่อประกันภัยผ่านโบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆ เช่น รถใช้ระหว่างซ่อม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ตลอดไปจนถึงการการันตีราคาเบี้ยประกันที่กล้าคืนส่วนต่างหากพบว่าที่อื่นค่าเบี้ยถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งต่างจากการต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงที่แทบไม่ได้บริการเสริมและโปรโมชั่นเหล่านี้เลย รวมไปถึงการเช็คค่าเบี้ยของบริษัทประกันต่างๆที่สามารถเช็คออนไลน์ได้ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่วินาทีเมื่อเช็คผ่านโบรกเกอร์ แต่ต่างกับการเช็คค่าเบี้ยผ่านบริษัทประกันต่างๆโดยตรงที่เราสามารถเช็คได้ทีละบริษัทและค่อนข้างยุ่งยาก

เช็คเบี้ยประกันออนไลน์ เปรียบเทียบบริษัทประกันภัยชั้นนำต่างๆเพียงไม่กี่วินาที เพียงคลิกที่นี่

Posted in การใช้งานรถ, อื่นๆ | Leave a comment

การ Flush น้ำมันเกียร์ดีหรือไม่?

การFlush น้ำมันเกียร์นั้นมีอยู่ 2 แบบดังนี้

Flush โดยใช้เครื่อง Cooler line inlet flush

วิธีนี้จะต่อท่อเครื่อง Flush เข้ากับท่อ Cooler ของเกียร์ แล้วทำการStart รถติดเครื่องเพื่อให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ของรถทำงาน น้ำมันเกียร์เก่าในระบบเกียร์จะวิ่งเข้าเครื่อง Flush และเครื่อง Flush ก็จะส่งน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าระบบไปแทน แต่เนื่องจากวิธีนี้ใช้ปั๊มน้ำมันเกียร์ในการสร้างแรงดันในระบบให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำมันเกียร์ ซึ่งโดยปกติน้ำมันเกียร์ที่ผ่านปั๊มน้ำมันเกียร์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 วงจรความดันด้วยตัว pressure regualator วงจรแรกน้ำมันเกียร์จะวิ่งผ่านชุดเกียร์ต่างๆดันกระบอกสูบเพื่อใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ อีกวงจรน้ำมันเกียร์จะวิ่งผ่าน Torque converter กับท่อ Cooler ที่ต่อกับเครื่อง Flush แต่เนื่องจากวิธีนี้จะไม่มีการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองน้ำมันเกียร์ออก ดังนั้น น้ำมันเกียร์ที่ Flush ด้วยวิธีนี้จะไม่ใช่การเอาของเก่าออกทั้งหมดแล้วใส่ของใหม่เข้าไป แต่เป็นการเอาน้ำมันเกียร์ที่อยู่ใน Torque converter กับท่อ Cooler ออกแล้วเติมน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าสู่ระบบโดยจะลงที่อ่างน้ำมันเกียร์ปนกับน้ำมันเกียร์เก่า ถือเป็นการเจือจางน้ำมันเกียร์เก่าให้ค่อยๆเป็นน้ำมันเกียร์ใหม่ ถึงแม้วิธีนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเอาน้ำมันเกียร์เก่าออกได้มากกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ด้วยวิธีปกติ
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือ เพราะการ Flush ด้วยวิธีนี้ ไม่มีการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองน้ำมันเกียร์ ส่งผลให้น้ำมันเกียร์ที่ Flush เพื่อชะตะกอนหรือสิ่งสกปรกต่างๆนั้นก็จะไปตกอยู่อ่างน้ำมันเกียร์ก่อนจะไปติดสะสมอยู่ที่กรองน้ำมันเกียร์ โดยที่กรองน้ำมันเกียร์จะติดตั้งอยู่ก่อนท่อดูดของปั๊มน้ำมันเกียร์ ดังนั้น มีโอกาสที่กรองจะตันได้เร็วขึ้นหลังจากการ Flush ด้วยวิธีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ไม่สามารถปั๊มน้ำมันเกียร์ส่งเข้าชุดเกียร์ได้ เกียร์ก็อาจจะเกิดอาการเกียร์สลิป หรืออาการเกียร์รวนอื่นๆต่อไป นอกจากนี้ การ Flush ด้วยวิธีนี้ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสภาพและปริมาณของตะกอนต่างๆที่ตกค้างที่อ่างน้ำมันเกียร์ได้อีกด้วย

 
Flush โดยใช้เครื่อง Pump inlet flush

วิธีนี้จะต้องทำการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองออก แล้วต่อท่อของเครื่อง Flush เข้ากับท่อทางดูดของปั๊มน้ำมันเกียร์ แล้วปั๊มของเครื่อง Flush จะทำการใส่น้ำมันเกียร์ Flush น้ำมันเกียร์เก่าออกมาทิ้งแล้วใส่น้ำมันเกียร์ใหม่เข้าไปทั้งหมดโดยไม่มีการเจือจางเหมือนการ Flush โดยใช้เครื่อง Cooler line inlet flush เนื่องจากวิธีนี้ต้องถอดกรองและอ่างน้ำมันเกียร์อยู่แล้ว จึงทำให้สามารถตรวจสอบสภาพและปริมาณของตะกอนต่างๆที่ตกค้างที่อ่างน้ำมันเกียร์ได้ รวมถึงได้ทำการเปลี่ยนกรองน้ำมันเกียร์ตัวใหม่ แต่จุดที่ควรระวังก็คือ อู่บางอู่จะทำการ Flush โดยใส่สารฟอกหรือกัดตะกอนเสริมเข้าไปในการ Flush ด้วย สำหรับรถยนต์ที่ใช้งานมาได้นานระยะหนึ่งแล้วก็จะเป็นการขจัดตะกอนเล็กๆที่ติดตามซีลต่างๆที่ช่วยซีลหรืออุดช่องว่างจากการสึกหรอหลุดออกมาทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นผลดี
ถึงแม้ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงและไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ว่าการ Flush น้ำมันเกียร์นั้นจริงๆควรทำหรือไม่ แต่ถ้าพบว่าน้ำมันเกียร์มีสภาพเหม็นไหม้ ดำหรือเก่า เสื่อมสภาพมากเนื่องจากไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์มานาน สันนิษฐานได้ว่าอาจเริ่มมีชิ้นส่วนที่สึกหรอหรือได้รับการเสียหาย ไม่แนะนำให้ Flush เด็ดขาด เพราะยิ่งจะเป็นการทำให้ชิ้นส่วนที่สึกหรอนั้นยิ่งเสียหาย เกียร์จะรวนยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามสำหรับเจ้าของรถที่ตัดสินใจจะ Flush อย่าลืมตรวจสอบกับช่างด้วยว่าทำการ Flush ในทิศทางการไหลเดียวกับการไหลเวียนน้ำมันเกียร์ในระบบหรือไม่ เพราะถ้า Flush ย้อนทิศทางจะทำให้ตะกอนต่างๆ หลุดไปขัดไปบล็อคในบริเวณท่อที่แคบๆหรือ One way valve ได้
ที่สำคัญไม่ว่าจะ Flush หรือไม่ ถ้าเจ้าของรถหมั่นตรวจสภาพและดูแลรักษาน้ำมันเกียร์ให้เหมาะสมอยู่เสมอ รวมไปถึงใช้งานเกียร์ที่ตรงกับรุ่นรถอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์, กรอง และถอดอ่างน้ำมันเกียร์ออกมาตรวจสอบอยู่อย่างเสมอ(ในกรณีที่ทำได้)ก็เป็นการช่วยยืดอายุได้มากโขแล้ว

Cooler line flush machine (robinair_com)

ที่มารูป http://www.robinair.com

Posted in การดูแลรถ | Tagged , | Leave a comment

แค่สังเกตหน้าปัดรถก็ช่วยถนอมเกียร์ได้

ถนอมเกียร์

เพราะชุดเกียร์ออโตเมติกไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับแรงจากเครื่องยนต์แล้วส่งไปที่ล้อเท่านั้น แต่ชุดเกียร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ช่วยให้เราขับเคลื่อนรถได้หลากหลาย ทั้งเดินหน้าถอยหลัง เนื่องจากเครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วแคบๆช่วงหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่มีชุดเกียร์จะส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และสิ้นเปลืองน้ำมัน เนื่องจากเครื่องยนต์ต้องทำงานในรอบเครื่องที่ช้าหรือเร็วมากเกินไป

ด้วยขณะที่รถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่างๆชุดเกียร์จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่รอบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยชุดเกียร์จะทำการปรับเปลี่ยนเกียร์ที่ดีสุดให้สัมพันธ์กับความเร็วของรถ การสังเกตจุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จะช่วยให้เรารู้จักจังหวะการทำงานของชุดเกียร์ และเมื่อเกียร์เริ่มมีปัญหาเราจะสามารถสังเกตถึงอาการผิดปกติได้โดยง่าย

รถทุกคันล้วนมีหน้าปัดบอกความเร็วรอบเครื่องอยู่แล้ว แต่เจ้าของรถบางส่วนมักไม่ให้ความสำคัญ แค่หมั่นสังเกตเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับหน้าปัดรอบเครื่องก็จะช่วยให้เราเข้าใจชุดเกียร์รถเรามากขึ้น เมื่อเกียร์เริ่มมีอาการผิดปกติเราก็จะสามารถรับรู้และแก้ไขก่อนที่อาการเสียจะบานปลายได้

โดยจุดที่รถทำการเปลี่ยนเกียร์ สามารถสังเกตง่ายๆได้เมื่อเรากดคันเร่งเพิ่มความเร็วรถจนถึงจุดหนึ่งที่รถจะทำการเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่องก็จะขึ้นสูงชั่วขณะ จากนั้นก็จะลดต่ำลง แล้วความเร็วรถก็จะเพิ่มขึ้น

ถึงแม้จุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จริงๆนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่เมื่อเซ็นเซอร์ต่างๆส่งข้อมูลไปยัง ECU เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดจุดที่ทำการเปลี่ยนเกียร์แล้ว จากนั้น ECU ก็จะส่งสัญญาณสั่งให้คลัชทำการปล่อย เพื่อเริ่มทำการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ ถ้าเรากดคันเร่งหรือเมื่อเซ็นเซอร์ส่งข้อมูลว่ารถกำลังเร่ง แต่ ECUกลับยังไม่สั่งการให้เปลียนเกียร์ ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานรอบสูงขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และกินน้ำมันมากขึ้น เพราะรถยังใช้เกียร์เดิมนั่นคือไม่สัมพันธ์กับความเร็วความเร่งรถที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ส่วนปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ สุญญากาศในเครื่องยนต์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ โหลดของเครื่องยนต์ และพฤติกรรมการขับขี่ของเราที่ผ่านมา เพราะชุดเกียร์รถของเราจะทำการเปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับสไตล์การขับขี่ของเรา ถ้าเราชอบเร่งเบาๆ ชุดเกียร์ก็จะทำการเปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้นกว่าปกติ (ซึ่งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันอีกด้วย) แต่ถ้าเราเกิดเปลี่ยนมากดคันเร่งหนักๆก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูงขึ้น ก่อนที่ ECUจะสั่งเปลี่ยนเกียร์ตามสไตล์เดิมที่เราเคยขับประจำ ส่งผลให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

การที่เราทำการสังเกตจุดที่รถเปลี่ยนเกียร์อยู่อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความคุ้นเคย โดยเฉพาะจุดที่รถเปลี่ยนเกียร์ในสภาวะปกติ จะทำให้เราสามารถรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้เราตรวจพบปัญหาของเกียร์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , , , , | Leave a comment

การเปลี่ยนกรองอากาศไม่ได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้น!

เนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นระบบหัวฉีด ซึ่งมีแอร์โฟร์เซนเซอร์คอยรายงานปริมาณอากาศส่งไปที่ ECU จากนั้น ECU ก็จะทำการสั่งงานควบคุมระบบการฉีดจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว (โดยจะทำการฉีดน้ำมันให้สัมพันธ์กับปริมาณอากาศในอัตราส่วนอากาศ 14.7 ส่วนต่อน้ำมันหนึ่งส่วน อากาศที่น้อยลง ECU ก็จะสั่งให้ส่งน้ำมันไปฉีดน้อยลง) แต่ถ้าเป็นรถยนต์รุ่นก่อนที่ใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ การเปลี่ยนกรองอากาศจะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกรองอากาศเป็นเรื่องที่ควรทำตามระยะการเปลี่ยนตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนเพื่อจุดประสงค์ในการประหยัดน้ำมันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรองอากาศที่สกปรกอาจจะส่งผลให้กำลังเครื่องยนต์ลดลงบ้าง แต่กรองอากาศที่ใหม่หรือสกปรกไม่มีผลต่อการประหยัดน้ำมัน ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยนกรองอากาศ ควรจะเปลี่ยนกรองอากาศเพราะสกปรกและอุดตันจนอาจมีสิ่งสกปรกหลุดไปสู่ห้องเผาไหม้สร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ต่อไปได้

ขั้นตอนการเปลี่ยนกรองอากาศที่ถูกต้อง

  1. ถอดฝาหม้อกรองอากาศออก จากนั้นค่อยๆยกกรองอากาศออกด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กรองอากาศไปกระแทกโดนหม้อกรองหรือส่วนอื่นเพราะจะทำให้เศษสิ่งสกปรกหลุดลงไปได้ หลังจากนั้นให้เช็ดหม้อกรองอากาศท่อดูดอากาศและบริเวณรอยต่อด้วยผ้าชื้นๆหมาดๆ (รถยนต์บางรุ่นอาจจำเป็นต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์ จึงสามารถถอดฝาหม้อกรองอากาศได้)
  2. กรองอากาศจากผู้ผลิต OEM จะพอดีใส่ได้กับหม้อกรองอากาศ ไม่มีแก็บช่องว่าง และไม่ต้องออกแรงในการใส่หรือดันอีกด้วย สำหรับการปิดฝาหม้อกรองอากาศก็ควรให้แน่ใจว่าขันน็อตแน่นหนาครบทุกตัว เพราะถ้ามีช่องว่างอาจจะทำให้เศษสิ่งสกปรกใช้เป็นทางลัดเข้าสู่เครื่องได้ (สำหรับ รถที่ต้องถอดแอร์โฟร์เซ็นเซอร์และสายไฟ อย่าลืมทำการใส่เซนเซอร์และสายไฟกลับเข้าที่)
  3. เพื่อป้องกันการเปิดฝาหม้อกรองอากาศเพื่อเช็คบ่อยๆ การเขียนวันที่เปลี่ยนกรองอากาศพร้อมเลขไมล์ลงบนกระดาษติดหน้าหม้อกรองอากาศ ก็ช่วยป้องกันการเปิดหม้อกรองอากาศเพื่อตรวจเช็คบ่อยๆได้
  4. เจ้าของรถส่วนใหญ่คงทำการเปลี่ยนกรองอากาศด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือช่างที่ให้บริการตามอู่หรือศูนย์คงไม่ได้ใส่ใจหรือระมัดระวังขนาดนี้ การใช้กรองอากาศที่สกปรกไปเรื่อยๆยังดีกว่าการเปลี่ยนกรองอากาศที่ไม่ถูกวิธีแล้วมีเศษสิ่งสกปรกหลุดเข้าห้องเครื่องห้องเผาไหม้เสียอีก
  • ควรเลือกใช้กรองอากาศแบบเดิมๆแบบที่ติดมากับรถนั่นแหละดีสุดแล้ว
  • ขั้นตอนการเปลี่ยนกรองอากาศเป็นงานที่สำคัญและต้องเน้นเรื่องความสะอาด
  • เศษสิ่งสกปรกเล็กๆจากกรองอากาศอันเก่าที่เปลี่ยนด้วยความไม่ระมัดระวังสามารถสร้างความสึกหรอให้กับเครื่องยนต์ได้
  • การเปลี่ยนกรองอากาศด้วยตัวคุณเองเป็นเรื่องง่าย รวมถึงคุณยังสามารถควบคุมคุณภาพและความสะอาดของงานได้
  • กรองอากาศปัจจุบัน ไม่ได้มีหน้าที่ในการดักจับเศษสิ่งสกปรกในอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยในการลดเสียงรบกวน และลดกระแสอากาศที่ปั่นป่วน จัดระเบียบกระแสอากาศก่อนเข้าเครื่องได้

การเปลี่ยนกรองอากาศ

Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

6 สัญญาณปั๊มติ๊กเสื่อม และ 4 เทคนิคดูแลปั๊มติ๊กให้อยู่คู่รถเรานานๆ

ปั๊มติ๊กจะจุ่มอยู่ในถังน้ำมันเพื่อดูดน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันส่งให้ระบบเพื่อทำการเผาไหม้ ปัจจุบันปั๊มติ๊กถูกขับด้วยเฟือง/มอเตอร์ไฟฟ้า โดยปั๊มติ๊กจะทำงานคู่กับกรองน้ำมันเบนซินและเรกกูเรเตอร์เพื่อกรองน้ำมันและควบคุมแรงดันน้ำมันก่อนส่งเข้ารางหัวฉีด

สาเหตุที่เรียกว่า “ปั๊มติ๊ก” เนื่องจากปั๊มติ๊กสมัยก่อนจะใช้หลักการขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าในการดันไดอะแฟรม(ภายในปั๊มติ๊ก)เพื่อสูบจ่ายน้ำมันจึงมีเสียง “ติ๊ก” เนื่องจากเครื่องยนต์สมัยก่อนใช้คาร์บูเรเตอร์ที่ใช้ความดันในระบบไม่ค่อยสูงแค่ 10-15 psi ปั๊มติ๊กซึ่งทำงานแบบกลไกล(อาศัยหลักกลศาสตร์)ด้วยไดอะแฟรมนี้จึงมีแรงเพียงพอในการสร้างความดันให้กับระบบ แต่เครื่องยนต์ปัจจุบันที่ใช้ระบบหัวฉีดซึ่งต้องการแรงดันที่สูงขึ้น จึงต้องเปลี่ยนเป็นปั๊มระบบไฟฟ้า (แรงดัน 40-50 psi) ซึ่งปั๊มแบบนี้จะมีแรงในการดูดน้ำมันต่ำแต่มีแรงฉีด(ส่ง)สูง จึงต้องติดตั้งปั๊มในถังน้ำมัน ถ้าปั๊มติ๊กแบบเก่าจะมีแรงดูดสูงแต่แรงฉีดต่ำจึงติดใกล้ๆเครื่องยนต์ รวมไปถึงเป็นการลดต้นทุนการประกอบในโรงประกอบรถ เนื่องจากปั๊มติ๊กที่ติดตั้งในถังน้ำมันจะถูกผลิตสำเร็จรูปติดมากับถังน้ำมันจาก supplier เลย

ปั๊มติ๊กแบบไฟฟ้าจะมีทั้งแบบใช้ เรกกูเรเตอร์(อยู่ที่ห้องเครื่อง)ในการควบคุมแรงดันน้ำมันในระบบและส่งแรงดันส่วนเกินกลับถังน้ำมัน ซึ่งมีข้อดีก็คือจะช่วยควบคุมน้ำมันไม่ให้ร้อนเกินไป ส่วนปั๊มติ๊กแบบไม่ใช้เรกกูเรเตอร์ จะใช้ ECU เป็นตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมที่จะจ่ายให้ปั๊มติ๊กส่งผลให้ความดันน้ำมันที่ปั๊มสูบฉีดแปรผันตามแรงดันไฟฟ้า หรืออีกแบบก็คือใช้ pressure relief valve ที่ตัวปั๊มติ๊กเองปล่อยแรงดันส่วนที่เกินกลับถังน้ำมัน

น้ำมันที่ไหลผ่านปั๊มติ๊กช่วยให้ปั๊มติ๊กไม่ร้อนและมีการหล่อลื่น เมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยปั๊มติ๊กก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นในการสูบน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำลงไป ประกอบกับไม่มีน้ำมันมาห่อหุ้มเพื่อระบายความร้อนและหล่อลื่นปั๊มติ๊ก ทั้งสองเหตุผลนี้คือสาเหตุที่ทำให้ปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ

ถ้าจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าออกให้หมดแล้วใส่น้ำมันใหม่ไปแทนที่
เพราะปัจจุบันผู้ใช้รถนิยมเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลซี่งมีส่วนผสมของเอทานอล โดยน้ำมันที่ผสมเอทานอลมักจะชอบดูดความชื้น และเมื่อจอดรถไว้นานๆโดยไม่ได้ขับ น้ำมันกับน้ำจะแยกชั้นกันในถังน้ำมัน (เอทนานอลก็จะแยกชั้นกับน้ำมันด้วย) และปั๊มติ๊กที่จุ่มอยู่ในถังน้ำมันจึงมีโอกาสเกิดสนิมกับส่วนที่เป็นโลหะของปั๊มได้ แม้ถังน้ำมันของรถบางยี่ห้อจะไม่ใช่โลหะ แต่น้ำในถังน้ำมันก็ยังก่อให้เกิดสนิมกัดกินตัวปั๊มติ๊กและก้านลูกลอยได้

น้ำมันสกปรกทำให้ปั๊มติ๊กเสียได้ เพราะสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดใหญ่กว่า 70 ไมครอน จะไม่สามารถผ่านกรองเบนซินได้ แต่สิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กกว่า (30-40 ไมครอน) จะผ่านไปได้และเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับแปรงถ่านของปั๊มติ๊กทำให้สึก เมื่อสึกมากๆเข้าปั๊มติ๊กก็จะมีความต้องการกระแสไฟฟ้ามากขึ้นทั้งๆที่ยังสูบน้ำมันที่ความดันเท่าเดิม ส่งผลให้ขั้วข้อต่อไฟฟ้าของปั๊มติ๊กไหม้ ดังนั้นก่อนเปลี่ยนปั๊มติ๊กตัวใหม่ อย่าลืมเช็คข้อต่อด้วยว่ามีรอยไหม้หรือไม่ ถ้าขั้วข้อต่อไหม้และไม่ได้เปลี่ยนใหม่ ถึงเปลี่ยนปั๊มติ๊กตัวใหม่ก็จะเสียอีก

6 สัญญาณที่บ่งบอกว่าปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อม

  • เครื่องสะดุดที่ความเร็ว(คงที่) เนื่องจากปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพแรงดันจึงขาดช่วงหรือทำให้สร้างแรงดันไม่ถึงค่าที่เหมาะสมได้ในบางครั้ง
  • สตาร์ทแล้วเครื่องสะดุด/กระตุก เนื่องจากปั๊มติ๊กไม่สามารถส่งน้ำมันที่มีแรงดันที่เหมาะสมตามความต้องการของระบบได้เพียงพอในการผสมกับอากาศเพื่อเกิดการเผาไหม้ส่งผลให้เกิดการสะดุด/กระตุกระหว่างการติดเครื่อง
  • เครื่องไม่มีกำลังหรือกระตุกเมื่อขับรถขึ้นทางชันหรือใช้ลากจูง เพราะปั๊มติ๊กเริ่มเสื่อมสภาพ สภาวะปกติจึงสามารถสูบน้ำมันจ่ายให้ระบบด้วยแรงดันปกติได้ แต่เมื่อระบบต้องการน้ำมันมากขึ้น/แรงดันมากขึ้น ปั๊มติ๊กจะไม่สามารถ support ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของระบบได้
  • เครื่องวูบเมื่อวี่งด้วยความเร็วคงที่ สาเหตุของอาการนี้มาจาก(ความต้านทาน)มอเตอร์ในปั๊มติ๊กเสื่อมสภาพ ปั๊มจึงไม่สามารถรักษาแรงดันให้เสถียรตามค่าปกติ (คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการนี้เกิดจากกรองน้ำมันเบนซินเสื่อมสภาพ)
  • รถสตาร์ทไม่ติด ถ้าเจ้าของรถเพิกเฉยอาการที่เป็นสัญญาณเตือนข้างต้น สุดท้ายก็จะมาจบที่อาการนี้ นั่นคือปั๊มติ๊กเสียหรือไม่ทำงานแล้ว เมื่อสตาร์ทยังได้ยินเสียงไดสตาร์ทและเครื่องยนต์ทำงานแต่ไม่มีน้ำมันฉีดเข้าระบบ ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิงได้ที่ฟิวส์ว่าขาดหรือไม่ ถ้าฟิวส์ไม่ขาด ตรวจสอบแรงดันของระบบ ถ้าไม่มีแรงดันแสดงว่าปั๊มติ๊กไม่ทำงาน
  • สำหรับรถติดแก๊ส ถ้าสตาร์ทด้วยน้ำมันไม่ติด แต่สตาร์ทด้วยแก๊สติด แสดงว่าปั๊มติ๊กมีปัญหาแน่นอน

ทำอย่างไรให้ปั๊มติ๊กอยู่คู่กับรถเราไปนานๆ

  • ควรเติมน้ำมันที่สะอาด/มีคุณภาพ เพราะจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมไปอุดตันหรือสร้างความเสียหายที่ตัวปั๊มติ๊ก
  • ควรเติมน้ำมันให้มากกว่าระดับ ¼ ของถังอยู่เสมอ เพื่อเป็นการหล่อลื่นและระบายความร้อนให้กับปั๊มติ๊กและปั๊มติ๊กจะไม่ต้องทำงานสูบน้ำมันในระดับที่ต่ำจนเกินไป
  • ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ควรถ่ายน้ำมันเก่าที่ค้างออกแล้วเติมน้ำมันใหม่เข้าไป
  • สำหรับรถติดแก๊ส ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำมันบ้าง เนื่องจากกรองเบนซินตันหรือเสีย ก็จะมีอาการคล้ายๆปั๊มติ๊กเสีย คือสตาร์ทไม่ติดบ้าง หรือสตาร์ทติดแต่กระตุก ดังนั้นถ้าพบว่ากรองเบนซินตันหรือเสียควรรีบเปลี่ยน

IMG_53

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , | 3 Comments

รถใหม่ต้อง Run In หรือไม่?

เป็นคำถามที่ถกเถียงกันไม่น้อย ว่ารถยนต์สมัยนี้ยังจำเป็นต้อง Run In อยู่หรือไม่ โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้ Run In ก็ให้เหตุผลว่าต้องทำเพราะเครื่องยนต์ยังใหม่ ระบบต่างๆยังไม่เข้าที่ จึงต้อง Run In เพื่อถนอมชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องยนต์ ส่วนฝ่ายที่เสนอว่าไม่จำเป็นต้อง Run In เนื่องด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันที่ทันสมัยขึ้น การประกอบรถยนต์มีความแม่นยำเที่ยงตรงขึ้น รวมไปถึงโรงงานมีการทดสอบมาก่อนแล้ว

ซึ่งยังมีจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เพราะการทดสอบที่โรงงานรถยนต์นั้นเป็นการ Break In ไม่ใช่ Run In โดยการ Break In ก็คือการ start เครื่องยนต์ในครั้งแรกจะมีการเสียดสีของชิ้นส่วนต่างๆค่อนข้างมากเพื่อให้เกิดการสึกหรอในระดับที่ชิ้นส่วนต่างๆขบกันอย่างเข้าที่ เข้าที่แบบที่น้ำมันเครื่องจะเข้าไปแทรกได้และทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการ Break In นี้จะกระทำที่โรงงานและทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่มีเศษโลหะต่างๆออกมา ก่อนจะทำการส่งมอบรถออกจำหน่ายต่อไป โดยยังไม่ใช่การ Run In แต่อย่างใด

ส่วนการ Run In นั้นมีหลักการว่าภายใน 1000 กิโลเมตรไม่ควรทำสิ่งต่อไปนี้

– ไม่ควรออกตัวอย่างรุนแรง
– ไม่ควรเหยียบคันเร่งค้างที่ความเร็วใดความเร็วหนึ่งนานๆ
– ไม่ควรเร่งรอบเครื่องถึงรอบสูงสุด
– ไม่ควรใช้ความเร็วสูง และไม่ควรเบรกกะทันหัน

โดยจะพบว่าหลักการของการ Run In นั้นก็เป็นสิ่งที่การขับรถปกตินั้นก็ไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัย และถึงแม้เครื่องยนต์จะได้รับการ Break In มาจากโรงงานแล้ว แต่ระบบต่างๆทั้งช่วงล่าง ยาง ผ้าเบรก นั้นยังไม่ได้รับการ Run In ดังนั้น ถ้าคุณขับรถด้วยความระมัดระวังตามหลักการข้างต้น นอกจากจะเป็นการถนอมเครื่องยนต์แล้ว สำหรับรถคันใหม่ยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับรถ ให้คุณได้รู้จักรถ ให้รถได้รู้จักคุณอีกด้วยครับ

รถใหม่ต้อง Run IN หรือไม่E

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Leave a comment

5เทคนิคดูแลและตรวจสอบ “หม้อน้ำ”

1.เทคนิคการดูแลรักษาหม้อน้ำ

  • ตรวจสอบระดับน้ำรวมถึงสภาพสีของน้ำหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ตรวจสอบสภาพสายพานและท่อยางไม่มีรอยแตกรายงา ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป
  • ตรวจสอบการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ หมุนปกติหรือไม่ หมุนอย่างมีแรง มีลมหรือไม่
  • ตรวจสอบใต้ท้องรถและในห้องเครื่องด้วยสายตาเพื่อหาว่ามีรอยน้ำหล่อเย็นรั่วซึมหรือไม่

(การตรวจสอบพัดลมว่าหมุนหรือไม่อย่างง่ายๆ ทำได้โดย บิกุญดแจ on เปิดแอร์ ไม่ต้องสตาร์ทรถ จากนั้นสังเกตพัดลมหม้อน้ำและพัดลมแอร์ต้องหมุนพร้อมกันทั้ง 2 ตัว)

2.เทคนิคตรวจสอบเมื่อเกจความร้อนขึ้นสูง

  1. ตรวจสอบระดับน้ำที่หม้อพักน้ำว่าลดลงจากระดับปกติหรือไม่?
    ถ้าลดลง แสดงอาจเกิดการรั่วซึมในระบบระบายความร้อนที่จุดใดจุดหนึ่ง
  2. เข็มความร้อนขึ้นเมื่อใด?
    1)ถ้าเข็มขึ้นขณะที่รถติดและเข็มลงเมื่อรถวิ่ง กรณีนี้ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจากพัดลมไฟฟ้าไม่ทำงาน โดยอาจเป็นอาการเสียจาก พัดลมไฟฟ้า, รีเลย์พัดลมไฟฟ้า, เทอร์โมสวิตช์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
    2)ถ้าเข็มขึ้นขณะที่รถกำลังวิ่งเท่านั้น กรณีนี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากหม้อน้ำอุดตัน
    3)ถ้าเข็มขึ้นตลอด ทั้งตอนรถติดและรถวิ่ง อาจเกิดมาจาหลายสาเหตุ เช่น น้ำในระบบไม่เพียงพอ เพราะมีการรั่วซึม(ลองสังเกตดูว่ามีคราบน้ำรั่วซึมบ้างหรือไม่) , เทอร์โมสตัทหรือวาวล์น้ำเสียทำให้ไม่มีน้ำไปหล่อเย็นเครื่อง (ตรวจสอบเบื้องต้นโดย ลองสัมผัสที่ท่อยางน้ำที่ต่อจากเครื่องมาที่ด้านบน เทียบกับท่อยางที่ต่อด้านล่างหม้อน้ำ ถ้าท่อยางด้านล่างเย็นกว่าท่อยางด้านบนมาก แสดงว่าวาวล์น้ำผิดปกติ) , ปั้มน้ำเสียทำให้น้ำไปวนหล่อเย็นเครื่องไม่เพียงพอ
    4)บางทีเข็มขึ้น บางทีก็ไม่ขึ้น  ประกอบกับตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทุกอย่างแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าเข็มความร้อนแสดงค่าผิดเพี้ยนไป

3.เทคนิคตรวจสอบหม้อน้ำรั่วตามด

ถ้ารถของคุณมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้แสดงว่ามีการรั่วตามดที่หม้อน้ำรถคุณเข้าแล้ว
1.น้ำหม้อน้ำหายและเครื่องร้อนเร็วมากๆ ทั้งตอนวิ่งทางไกลและตอนรถติด
2.เติมน้ำหม้อน้ำบ่อยครั้งละ ½ ถึง 1 ลิตร
3.น้ำหม้อน้ำไม่ได้ดันมาเก็บที่หม้อพักน้ำ
4.จอดแล้วมีน้ำหยดเวลาเครื่องร้อน

4.เทคนิคตรวจสอบฝาสูบโก่ง

โดยทั่วไปฝาสูบเครื่องยนต์จะไม่โก่งกันง่ายๆ ถ้าฝาสูบเริ่มโก่งแสดงว่าต้องเคย overheat มาบ้างแล้ว และฝาสูบจะโก่งก็ต่อเมื่อ รถเกิดความร้อนขึ้นสูงเป็นเวลานานๆ จนเครื่องดับไปเอง หรือ เติมน้ำลงในหม้อน้ำขณะที่เครื่องยังเย็นตัวไม่พอ ส่วนเทคนิคการตรวจสอบว่าฝาสูบโก่งหรือไม่มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิดฝาหม้อน้ำออก จากนั้นนำขวดน้ำพลาสติกตัดครึ่งไปประกบที่ฝาหม้อน้ำ
  2. เติมน้ำลงที่ขวดพลาสติก(ตัดครึ่ง) จากนั้นทำการติดเครื่องและเร่งเครื่อง
  3. คอยสังเกตว่ามีฟองอากาศลอยจากหม้อน้ำสู่ขวดพลาสติก(ตัดครึ่ง)หรือไม่ ถ้ามีฟองอากาศขึ้นแสดงว่าฝาสูบเครื่องยนต์เริ่มโก่งแล้ว แต่ถ้าไม่มีฟองอากาศแสดงว่าฝาสูบเครื่องยนต์ยังปกติดี

หมายเหตุ
1.เรื่องความร้อนที่ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่อาการพื้นฐานจะคล้ายๆกัน แต่ถ้าไล่ตรวจสอบอาการโดยละเอียดแล้วจะพบว่า อาการนั้นๆเกิดจากอุปกรณ์ตัวใด โดยไม่ต้องสุ่มเปลี่ยนอุปกรณ์ไปเรื่อยๆ
2.ถ้าต้องเปลี่ยนฝาสูบจริงๆ ควรเปลี่ยนเป็นของมือสอง ไม่แนะนำให้ไสหรือปาดฝาสูบเดิม

5.เทคนิคแก้ไขเบื้องต้นเมื่อเครื่องร้อนจัด

1.เมื่อเครื่องยนต์เริ่มที่จะร้อนขึ้นแต่ยังไม่มาก ให้ทำการปิดเครื่องปรับอากาศก่อน แล้วจึงตรวจสอบอุณหภูมิเครื่องยนต์ผ่านหน้าปัด ว่าอุณหภูมิลดลงหรือไม่ เพราะอาจเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนและจราจรติดขัด

2.ถ้าเครื่องร้อนจัดมากขึ้นให้ทำการจอดทันที แต่ยังไม่ต้องดับเครื่อง ให้เปิดฝากระโปรงเพื่อเป็นการระบายความร้อนและทำการตรวจสอบว่าพัดลมหมุนหรือไม่ สายพานขาดหรือไม่ตรวจสอบพบรอยน้ำหล่อเย็นรั่วซึมหรือไม่

3.จากนั้นจึงดับเครื่องและตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ ถ้าระดับน้ำหล่อเย็นลดลงมากให้รอจนเครื่องเย็นแล้วจึงเติมน้ำจนถึงระดับปกติ แล้วจึงขับรถประคองไปจนถึงอู่รถหรือศูนย์บริการใกล้ๆ หากเครื่องยนต์ยังร้อนจัดก็ให้จอดรถและดับเครื่องเติมน้ำอีกครั้ง

ข้อควรระวัง :

ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัด เพราะอาจได้รับอันตรายจากน้ำหล่อเย็นที่เดือด และกรณีเครื่องยนต์ร้อนจัดจนมีไอน้ำจากเล็ดรอดจากฝากระโปรง ห้ามเปิดฝากระโปรง ให้รอจนเครื่องเย็นก่อน

radiator check Flowchart

Posted in การดูแลรถ | Tagged , , | 3 Comments