ตะกอนน้ำมันเกียร์บอกอะไรบ้าง

ในการทำงานปกติของเกียร์ก็จะมีทั้งความร้อนและอนุภาคที่เกิดจากการสึกหรอเกิดขึ้นอยู่แล้ว เศษอนุภาคที่เกิดจากการสึกหรอนี้ส่วนใหญ่มาจากการสึกหรอของเกียร์ โดยเศษละอองสิ่งสกปรกนี้ก็จะหมุนวนอยู่ในน้ำมันเกียร์ ทางเดียวที่จะถ่ายออกได้คือที่กรองน้ำมันเกียร์ เมื่อถึงเวลาที่กรองน้ำมันเกียร์ตันจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อการไหลเวียนของน้ำมันเกียร์ในระบบ และสุดท้ายก็จะทำให้ชุดเกียร์เสีย

การตรวจสอบสภาพน้ำมันเกียร์และตะกอนในน้ำมันเกียร์

เมื่อได้รับความร้อนน้ำมันเกียร์ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น แต่น้ำมันเกียร์ที่สีเข้มขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าน้ำมันเกียร์นั้นเสื่อมสภาพแล้ว แต่ถ้ายังได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆน้ำมันเกียร์และเกียร์ก็จะเสียหายแน่ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้รถยนต์ส่วนใหญ่ต้องมีการติดตั้งเกียร์คูลเลอร์ (automatic transmission cooler) เพื่อช่วยในการกำจัดความร้อนส่วนเกินและลดการสึกหรอในชุดเกียร์ ปกติอุณหภูมิภายในชุดเกียร์จะอยู่ที่ราวๆ 80 องศา จนเมื่อมีการขับรถอุณหภูมิชุดเกียร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน ความร้อนและการสึกหรอนี่เองที่คือต้นเหตุที่ทำให้เราจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพน้ำมันเกียร์อยู่บ่อยๆ

อีกปัญหาหนึ่งที่พบหากปล่อยให้เวลาผ่านไปก็คือ ตะกอนในอ่างน้ำมันเกียร์และในกรองน้ำมันเกียร์ ตะกอนส่วนใหญ่เกิดจากการขบกันของฟันเฟืองเกียร์ และการสึกหรอที่ “ปกติ” ส่วนใหญ่ก็จะเกิดที่บุชชิ่งและวอชเชอร์ ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อให้คลัชเป็นตัวหมดสภาพก่อน ซึ่งนั่นก็จะทำให้เกิดตะกอนจากคลัชมากด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็จะพบตะกอนในอ่างน้ำมันเกียร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่ใช้ในการบ่งบอกปัญหาก็คืออนุภาคเหล็กหรือเศษตะกอนเหล็กในอ่างน้ำมันเกียร์นั่นเอง

ตัวอย่างภาพแสดงคราบตะกอน(ในระดับที่ยอมรับได้)ในอ่างน้ำมันเกียร์

ในภาพนี้จะเห็นคราบเศษผงตะกอนติดที่แม่เหล็กในอ่าง ลักษณะน้ำมันเกียร์ยังมีความใส แต่อย่างไรก็ตาม การพบคราบผงตะกอนนี้คือสัญญาณที่บอกว่ากำลังจะเริ่มมีปัญหา แต่เกียร์ก็ยังสามารถทำงานได้ไปอีกสักพักใหญ่ ปริมาณคราบตะกอนนี้จะแตกต่างกันในรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ ช่างที่ชำนาญการณ์จะสามารถประเมินได้ว่าคราบตะกอนปริมาณเท่าไรที่ถือว่ามากเกินไป

 

ภาพตัวอย่างแสดงให้เห็นคราบตะกอนในระดับที่มากเกินไปในอ่างน้ำมันเกียร์ (แต่รถยังไม่แสดงอาการ)

ลักษณะน้ำมันเกียร์ค่อนข้างขุ่นข้นด้วยผงตะกอน และพบเศษโลหะที่แตกเป็นชิ้นเล็กๆกระจายทั่วอ่าง เกียร์ที่พบตะกอนแบบในภาพนี้พอจะทำนายได้ว่ากำลังจะพังในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งเศษผงโลหะเหล่านี้ยังจะไปติดที่ magnetic solenoid ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการเปลี่ยนเกียร์ต่อไป รวมไปถึงอาจมีสัญญาณไฟเตือนโชว์ที่หน้าปัดรถ สำหรับกรณีนี้ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และกรองจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ที่ถูกต้องควรแก้จุดที่เกิดสึกหรอจุดที่ทำให้เกิดผงโลหะเหล่านี้ต่างหาก

 

ภาพตัวอย่างแสดงให้เห็นคราบตะกอนในระดับที่ยอมรับไม่ได้และรถมีอาการออกมาแล้ว

นอกจากลักษณะน้ำมันเกียร์ค่อนข้างขุ่นข้นด้วยผงตะกอน แล้วยังพบเศษโลหะที่แตกเป็นชิ้นเล็กๆกระจายบนอ่างค่อนข้างมาก ถึงกรองน้ำมันเกียร์จะยังไม่ตันแต่ก็เหมือนใกล้จะตันเต็มที การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และกรองไม่สามารถแก้อาการเสียนี้ได้ (เพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นจนรถแสดงอาการออกมาแล้ว) การเปลี่ยนเกียร์ยกลูก หรือถอดประกอบออกมาซ่อมคือทางออกทางเดียวในการแก้ไขปัญหาระยะยาว

ที่มารูป agcoauto.com

Advertisements
Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

3 เหตุผลที่ทำไมรถใหญ่ๆจึงใช้ระบบเบรคลม

เพราะระบบเบรคลมไม่จำเป็นต้องไล่ลม

เนื่องจากรถบรรทุกหรือรถใหญ่ๆต้องมีการต่อพ่วงชุดเทรลเลอร์ข้างหลัง ซึ่งต้องพ่วงและถอดเข้าออกเป็นประจำ โดยชุดเทรลเลอร์ที่ต่อพ่วงนี้ก็จะมีชุดเบรค(ลม) ถังเก็บลมและชุดห้ามล้อ ติดมาเป็นของตัวเอง ดังนั้นเมื่อต้องต่อเชื่อมกับตัวหัวเก๋ง ก็ต้องต่อเชื่อมกับชุดเบรคหลักของตัวหัวเก๋งด้วย ซึ่งเมื่อเชื่อมระบบก็ต้องมีการไล่ลมถ้าเป็นระบบเบรคน้ำมันและการไล่ลมค่อนข้างจะต้องใช้เวลาและอุปกรณ์ รวมถึงต้องกระทำทีละล้อ แต่ถ้าเป็นเบรคลมก็ไม่ต้องมีการไล่ลม

อ้างอิงระบบเบรคมาจากรถไฟ

เพราะรถไฟก็ต้องมีการต่อพ่วงเพื่อเพิ่มหรือลดโบกี้บ่อยครั้ง โดยแต่ละโบกี้ก็จะมีชุดเบรคแยกของตัวเองเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเริ่มมีการผลิตรถบรรทุก จึงนำระบบเบรคลมจากรถไฟมาใช้

ความสามารถในการกักเก็บพลังงานของอากาศ

อากาศหรือลมเบรคสามารถกักเก็บพลังงานในรูปแบบของความดันได้ แต่ถ้าเป็นเบรคน้ำมันนั้นทำไม่ได้ เพราะระบบเบรคน้ำมันจะไม่มีการใส่ความดันหรือแรงเบรคเข้าไปในระบบน้ำมันจนกว่าจะมีการสั่งเบรค ในขณะที่เบรคลมจะกักเก็บพลังงานเป็นความดันในถังเก็บลมที่พร้อมเรียกใช้งาน การแตะเบรคของคนขับเป็นเพียงการส่งสัญญาณให้ระบบเบรคลมปล่อยลมจากถังเก็บ (ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากล้อ) แล้วส่งแรงดันลมเบรคไปที่ล้อเท่านั้น (ถ้าเป็นระบบเบรคน้ำมัน การแตะเบรคคือการส่งแรงดันน้ำมันเบรคระบบเบรคโดยตรง)

ดังนั้น ด้วยความสามารถในการกักเก็บพลังงานของลมเบรคนี่เอง เมื่อระบบเบรคลมไม่ทำงานหรือมีลมไม่เพียงพอ ผลก็คือรถจะหยุดเพราะระบบเบรคฉุกเฉินจะทำงาน ต่างจากระบบเบรคน้ำมัน เมื่อระบบเบรคไม่ทำงาน ผลก็คือการเบรคไม่อยู่ ซึ่งถ้าเป็นรถใหญ่ๆถือว่าค่อนข้างอันตรายมากๆเลยทีเดียว

โดยการเบรคของรถที่ใช้ระบบเบรคลมมีรูปแบบดังนี้

  • Service brake คือเบรคที่ใช้ระหว่างขับรถปกติระหว่างขับรถ
  • Parking brake เบรคที่ใช้เมื่อจอดหรือเบรคที่ใช้เพื่อการจอดหลังดับเครื่องแล้ว
  • Emergency brake เบรคฉุกเฉินที่จะทำงานเมื่อลมเบรคในระบบต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้ เพื่อให้รถหยุดทันที เพราะการที่ไม่มีลมเบรคในระบบเพียงพอก็คือการไม่สามารถใช้งาน Service brake เพื่อควบคุมรถระหว่างขับได้ ระบบเบรคฉุกเฉินจึงออกแบบมาด้วยเหตุผลนี้

นอกจากนี้ระบบเบรคของรถบรรทุกหรือรถใหญ่ๆยังมีระบบเบรคไอเสีย และ Jake Brake เสริมเพื่อช่วยในการหยุดรถเพื่อลดภาระของระบบเบรคลมอีกทางหนึ่งด้วย

Road Transportation by Truck

ที่มารูป “https://www.freepik.com/free-photo/road-transportation-by-truck_1181540.htm”

Posted in ความรู้เรื่องรถ | Leave a comment

7 เทคนิคดูแลและตรวจสอบประเก็นฝาสูบโก่ง

เมื่อประเก็นฝาสูบโก่งอาจจะก่อให้เกิดอาการผิดปกติที่แตกต่างกันมากมาย เช่น น้ำหม้อน้ำรั่วแล้วไหลปะปนกับน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบหรือน้ำมันรั่วจากเครื่องยนต์ ดูผิวเผิน เหมือนว่าอาการเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆแล้วอาจมีสาเหตุมาจากต้นเหตุเดียวกัน คือ ประเก็นฝาสูบ รวมไปถึงอาจเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม บางครั้งเมื่อประเก็นฝาสูบโก่งจริงๆอาจจะไม่ปรากฎอาการที่ว่ามานี้เลยก็ได้เช่นกัน

เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบ

ประเก็นฝาสูบที่ชำรุด ในจุดบริเวณรอยต่อระหว่างกระบอกสูบจะทำให้เกิดการจุดระเบิดไม่ครบสูบ เพราะการชำรุดระหว่างบริเวณรอยต่อของกระบอกสูบ แรงอัดจากกระบอกสูบหนึ่งจะรั่วไหลสู่อีกกระบอกสูบได้ แรงอัดที่ลดต่ำลงนี้จะเป็นผลให้รอบเดินเบามีปัญหา ประเก็นฝาสูบที่เสียในลักษณะนี้อาจจะไม่มีผลให้เครื่องโอเวอร์ฮีทหรือเครื่องร้อน ไม่มีผลให้น้ำหม้อน้ำรั่วเข้าปนในน้ำมันเครื่องหรือมีอาการภายนอกอื่นใด ส่วนใหญ่จะเป็นอาการจุดระเบิดไม่ครบสูบเท่านั้น

เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท

เมื่อประเก็นฝาสูบเสื่อมบริเวณรอยต่อระหว่างห้องเผาไหม้กับหม้อน้ำ จะส่งผลให้น้ำหม้อน้ำค่อยๆระเหยหายและเครื่องโอเวอร์ฮีทบ่อย ซึ่งอาจเกิดเป็นพักๆ ไม่ได้เกิดตลอด ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้รถ เช่น รถอาจจะโอเวอร์ฮีทหลังจากขับไปสักพักใหญ่ๆ แต่ถ้าขับระยะสั้นๆ อาจจะไม่แสดงอาการใดๆออกมาเลยก็เป็นได้

บ่อยครั้งที่ปัญหานี้ยกระดับขึ้นหลังจากเครื่องโอเวอร์ฮีทด้วยสาเหตุอื่นก่อน เช่น พัดลมหม้อน้ำเสียจึงทำให้เครื่องโอเวอร์ฮีท แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนพัดลมไปแล้ว แต่เครื่องยนต์ก็กลับมาโอเวอร์ฮีทอีกหลังจากผ่านไปหลายเดือน นั่นก็เพราะการโอเวอร์ฮีทในครั้งแรกมีผลให้ฝาสูบโก่งไปแล้ว แต่กว่าอาการจะออกอีกทีต้องใช้รถผ่านไปสักระยะหนึ่งก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ช่างหรือผู้ใช้รถหลายๆคนสับสน จนหลงลืมสาเหตุที่แท้จริงเมื่ออาการโอเวอร์ฮีทกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง

การผสมปะปนของน้ำหม้อน้ำและน้ำมันเครื่อง

เมื่อสตาร์ทรถ ภายในระบบหม้อน้ำและน้ำมันเครื่องก็จะเริ่มมีความดัน โดยน้ำหม้อน้ำก็จะถูกหมุนเวียนมาระบายความร้อนที่หม้อน้ำ ด้วยเพราะแรงจากการสั่นสะเทือน ความดัน และความร้อนนีั้เอง เมื่อประสานรวมกันนานวันเข้า ประกอบการใช้งานอย่างหนัก ประเก็นฝาสูบเสื้อสูบจึงเริ่มขยายตัวและเกิดรอยรั่วขึ้น ส่งผลให้น้ำหม้อน้ำเข้าไปปะปนกับน้ำมันเครื่อง และ/หรือน้ำมันเครื่องไหลเข้าปะปนกับน้ำหม้อน้ำได้

ถ้าพบคราบน้ำมันเครื่องในถังพักหม้อน้ำ สันนิษฐานได้ว่าประเก็นฝาสูบอาจจะโก่งหรือรั่ว ส่งผลให้น้ำมันเครื่องรั่วไหลเข้าสู่หม้อน้ำ แต่ก็มีบางกรณีที่เกิดการรั่วในบริเวณห้องเผาไหม้ จึงมีแต่แก๊สในห้องเผาไหม้รั่วเข้าสู่หม้อน้ำ กรณีนี้จะตรวจสอบไม่พบคราบน้ำมันเครื่องในหม้อน้ำ หากจะทำการตรวจสอบให้ตรวจเช็คแก็สคาร์บอนไดออกไซต์ในหม้อน้ำแทน

การตรวจฝาสูบโก่งด้วย CO2 test

เมื่อแก็สในห้องเผาไหม้รั่วไหลเข้าสู่หม้อน้ำ เราอาจจะตรวจพบแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ได้ในหม้อน้ำ โดยเราสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เพื่อตรวจสอบโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้สารเคมีที่จะเปลี่ยนสีเมื่อตรวจพบแก็สคาร์บอนไดออกไซต์

โดยระหว่างการทดสอบให้ทำการติดเครื่องและเปิดฝาหม้อน้ำไว้ จากนั้นให้ใช้ชุดทดสอบจ่อบริเวณปากหม้อน้ำเพื่อดูดควันจากหม้อน้ำ ถ้าควันที่ดูดได้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ สารเคมีในชุดทดสอบจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

co2test_quora

(ที่มารูป www.quora.com)

ฝาสูบร้าว/ฝาสูบแตก

ฝาสูบร้าวนั้นมีอาการเดียวกับประเก็นฝาสูบโก่ง จากรูปด้านล่าง รอยร้าวหรือรอยแตกค่อนข้างชัดเจน บ่อยครั้งที่รอยร้าวนั้นยากที่จะมองด้วยตาเปล่า เนื่องจากรอยค่อนข้างเล็กมาก แต่แค่รอยร้าวเล็กๆบนฝากระบอกสูบก็สามารถนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่คาดไม่ถึงได้ สำหรับอู่ที่เก่งๆ อาจจะใช้การย้อมสี หรือใช้การตรวจสอบโดยใช้ความดัน เพื่อตรวจหารอยร้าวบนฝาสูบได้

pantip_duk_kera.jpg

(ที่มารูป pantip.com สมาชิก duk_kera)

ฝาสูบที่ถูกกัดกร่อน

ผิวฝาสูบที่ถูกกัดกร่อนนั้นคล้ายกับการร้าว คือมีผลต่อประเก็นฝาสูบเช่นกัน ฝาสูบที่ถูกกัดกร่อนจะไม่ยอมให้ประเก็นฝาสูบนั้นถูกซีลปิดได้ บางการกัดกร่อนนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับระบบหม้อน้ำทำงานผิดปกติพอดี ส่งผลให้บางคนเข้าใจผิด ถ้าการกัดกร่อนรุนแรงมาก เราจำเป็นต้องเปลี่ยนฝาสูบใหม่ แต่ถ้าไม่รุนแรงมาก ร้านฝาสูบสามารถนำฝาสูบเข้าเครื่องmachine เพื่อปาดผิวที่ถูกกัดกร่อนออกได้

การป้องกันและดูแลรักษาฝาสูบ

การดูแลรักษาหม้อน้ำอย่างถูกวิธีถือการป้องกันปัญหาและดูแลรักษาประเก็นฝาสูบและเสื้อสูบได้ทางหนึ่ง เพราะรถยนต์ปัจจุบันมักทำงานที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง บ่อยครั้งสูงถึง 90 – 107 องศาเซลเซียสภายใต้การทำงานปกติ เมื่อหน้าปัดรถแจ้งเตือนว่ารถเริ่มร้อน ควรรีบตรวจสอบและแก้ไขทันที (คลิกอ่านบทความตรวจสอบหม้อน้ำได้ที่นี่)

การเลือกใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมก็เป็นอีกวิธีง่ายๆที่ช่วยดูแลรักษาประเก็นฝาสูบ เพราะน้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำมากเกินไปสำหรับเครื่องยนต์อาจทำให้เครื่องยนต์เกิดการจุดระเบิดก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นการจุดระเบิดซ้ำหรือจุดระเบิดก่อน ความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบที่เกิดขึ้นก็จะสูงขึ้นอย่างผิดปกติส่งผลให้ประเก็นฝาสูบได้รับความเสียหาย

Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

ขี้เกลือที่ขั้วแบต เกิดขึ้นได้อย่างไร แก้ไขและดูแลรักษาอย่างไร?

เมื่อเกิดขี้เกลือขึ้นที่ขั้วแบต ซึ่งยิ่งสะสมมากก็จะเป็นการเพิ่มความต้านทานไฟฟ้าให้กับระบบ ส่งผลให้การไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ราบรื่น การจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ไม่เสถียร และผลสุดท้ายก็คือรถสตาร์ทไม่ติด

ขี้เกลือที่ขั้วแบตเกิดจากก๊าซไฮโดรเจนที่ถูกปล่อยออกจากน้ำกรดในแบตเตอรี่ เมื่อทำปฏิกิริยากับสสารในบรรยากาศใต้กระโปรงรถจึงก่อตัวเป็นขี้เกลือบนขั้วแบต

ถ้าขี้เกลือก่อตัวขึ้นที่ขั้วลบ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าแบตอันเดอร์ชาร์จหรือประจุไฟเข้าไม่พอ แต่ถ้าเกิดขึ้นที่ขั้วบวก ก็อาจเป็นไปได้ว่าแบตโอเวอร์ชาร์จหรือประจุไฟมากเกินไป

อีกทั้งเมื่อขั้วแบตหลวม และทำการใช้งานรถ แบตเตอรี่จะเริ่มร้อน ส่งผลให้น้ำกรดระเหยออกมาทำปฏิกิริยาเกิดเป็นขี้เกลือ

รวมไปถึงแบตเตอรี่เก่าหรือตัวแบตเตอรี่แตกร้าวก็เช่นกัน รอยฉีกที่หัวของตัวแบต ก็ส่งผลให้น้ำกรดรั่วไหล แล้วทำปฎิกิริยาก่อเกิดขี้เกลือได้

สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาดขี้เกลือ อาจใช้น้ำร้อนหรือน้ำอัดลม(โคล่า)ราดบริเวณที่เกิดขี้เกลือ หลังจากนั้นจึงใช้แปรงสีฟันขัด เมื่อเสร็จแล้วจึงทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง และเพื่อเป็นการชะลอให้ขี้เกลือกลับมาเกิดได้ช้าลง ให้ทาจาระบีบางๆที่รอบๆขั้วแบต และหาแหวนกันขี้เกลือมาสวมใส่ (เป็นผ้าสักหลาดตัดเป็นรูปทรงเหมือนแหวนรองน็อต – ถ้าหาซื้อไม่ได้สามารถทำเองได้)

แต่อย่างไรก็ตาม หากแบตเตอรี่รถคันใดเกิดขี้เกลือขึ้นแล้ว แม้จะทำความสะอาดขัดออกไป ขี้เกลือก็ยังมีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบแบตเตอรี่เป็นประจำ หากพบว่าจาระบีที่ทาไว้แห้ง ขั้วแบตหลวม ควรรีบแก้ไขและดูแลรักษาเป็นระยะๆ ก็จะเป็นการลดโอกาสเกิดขี้เกลือและถนอมแบตเตอรี่รถยนต์อีกทางหนึ่ง

ขี้เกลือขั้วแบต

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

จริงๆแล้ว…เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีเอ็นจิ้นเบรค!!!

เพราะเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake เหมือนเครื่องยนต์เบนซิน เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลไม่มีการควบคุมปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ไหลเข้ากระบอกสูบ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่มีวาล์วปีกผีเสื้อเหมือนเครื่องเบนซิน นั่นคืออากาศจะไหลเข้าตลอดเวลา โดยความเร็วของเครื่องยนต์ดีเซลจะถูกควบคุมด้วยปริมาณการฉีดน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ดีเซลมีระบบเบรคดังต่อไปนี้แทน

เบรคไอเสีย (Exhaust Brake)

เบรคอไอเสีย คือ ระบบเบรคที่ใช้การปิดกั้นไอเสียบางส่วนไม่ให้ออกจากกระบอกสูบ ส่งผลให้เกิดแรงดันขึ้นต้านการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ผลที่ได้ก็คือเครื่องยนต์ก็จะหมุนช้าลง ความเร็วของรถก็จะลดลงนั่นเอง

การทำงานของเบรคไอเสีย

จริงๆแล้วเบรคไอเสียไม่สามารถปิดกั้นระบบไอเสียได้อย่างสนิท100% เพราะถ้าระบบไอเสียปิดสนิท ความดันในระบบไอเสียจะสูงขึ้นเรื่อยๆจนสร้างความเสียหายให้กับระบบท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์ได้

โดยถ้าความดันในระบบไอเสียหรือความดันด้านหลังของวาล์วไอเสียในเครื่องยนต์นั้นเกินกว่าค่าความสามารถของสปริงที่ยึดวาล์วไว้ จะส่งผลให้วาล์วไอเสียถูกดันให้เปิดออก ผลก็คือลูกสูบก็จะเข้ามากระแทกวาล์วได้ เป็นเหตุให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย

เบรคไอเสียจะไม่ทำงานในกรณีต่อไปนี้

  • เมื่อผ่อนคันเร่ง
  • เมื่ออยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง
  • เมื่อระบบเบรค ABS ทำงาน

ทำไมต้องมีระบบเบรคไอเสีย?

โดยประโยชน์ของเบรคไอเสียก็คือการช่วยลดภาระของระบบเบรคปกติในรถดีเซล/รถบรรทุก อันเป็นการป้องกันระบบเบรคไหม้เมื่อต้องบรรทุกหนักหรือลากจูงระหว่างลงเขาหรือเมื่อต้องพ่วง ดังนั้นระบบเบรคไอเสียถือเป็นอีกระบบช่วยในการเบรค ถือเป็นอีกระบบที่จำเป็นต้องมีในรถดีเซล/รถบรรทุก

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake แต่นอกจากเบรคไอเสียแล้วเครื่องยนต์ดีเซลก็ยังมีระบบ compression release engine brake หรือ Jake brake ในการช่วยเบรคโดยเครื่องยนต์เช่นกัน

Compression release engine brake / Jake brake คืออะไร?

compression release engine brake หรือ Jake brake ถือว่าเป็น engine brake ของเครื่องยนต์ดีเซล แต่ต่างจากระบบเบรคไอเสียที่จะปิดกั้นไม่ให้ไอเสียไหลออก แต่ Jake brake กลับทำการเปิดวาล์วไอเสียเมื่ออยู่ในจังหวะอัดในขณะที่ลูกสูบขึ้นไปสุด ส่งผลให้แรงดันจากการอัดลูบสูบในจังหวะอัดนั้นระบายออกทางวาว์ลไอเสียถือเป็นการระบายแรงดันในห้องเผาไหม้ผลก็คือลูกสูบก็เคลื่อนที่ช้าลง เครื่องยนต์จึงหมุนช้าลง ถือเป็นการเบรคโดยเครื่องยนต์นั่นเอง

17309998_1727339833946693_7341017762394481652_o

ที่มารูปประกอบ www.trucktrend.com

Posted in ความรู้เรื่องรถ, อื่นๆ | Tagged , , , , , | Leave a comment

บทความเดียวจบ! รวมความรู้เรื่องของการจุดระเบิด, เครื่องน็อค และ EGR!

ในเครื่องยนต์แบบลูกสูบ 4 จังหวะ จะประกอบไปด้วยจังหวะการทำงานดังต่อไปนี้

kids_britannica_com.jpg

(ที่มารูป kids.britannica.com)

  • จังหวะดูด วาว์ลไอดีเปิดออก ลูกสูบเคลื่อนที่ลงรอรับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันไหลเข้าสู่กระบอกสูบ
  • จังหวะอัด วาว์ลไอดีปิด ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันให้มีปริมาตรเล็กลง ความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบตอนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อเอื้อต่อการจุดระเบิดได้ง่ายขึ้น
  • จังหวะระเบิด เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่อบีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันจนถึงจุดที่เหมาะสม(มีอุณหภูมิที่สูงพอแล้ว) หัวเทียนก็จะสร้างประกายไฟ ประกายไฟจากหัวเทียนก็จะทำปฏิกิริยากับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันที่กำลังอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเผาไหม้นี้เพื่อก่อให้เกิดการระเบิดหรือการเผาไหม้ โดยพลังงานจากการระเบิดนี้เองก็จะถูกส่งต่อไปยังลูกสูบเพื่อหมุนเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ เกิดเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนรถยนต์
  • จังหวะคาย วาว์ลไอเสียก็จะเปิดออก พร้อมๆกับการดันตัวขึ้นของลูกสูบเพื่อผลักดันไอเสียออกจากกระบอกสูบต่อไป

ในสภาวะที่เครื่องยนต์ทำงานปกติลูกสูบจะเคลื่อนที่บีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเพื่อให้เกิดการระเบิดที่จังหวะระเบิดซึ่งตรงกับตอนที่หัวเทียนสร้างประกายไฟ แต่ถ้าหากส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเกิดการจุดระเบิดขึ้น(เอง)ก่อนที่ลูกสูบจะเคลื่อนตัวถึงจุดระเบิด เราเรียกสภาวะนี้ว่า “การชิงจุดระเบิดก่อน”

การชิงจุดระเบิดก่อน

คือ สภาวะที่ส่วนผสมของน้ำมัน/อากาศเกิดการจุดระเบิดด้วยตัวเองก่อนหัวเทียนสร้างประกายไฟที่จังหวะจุดระเบิด

เมื่อส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศเกิดการระเบิดก่อนกำหนด จะส่งผลให้เกิดแรงผลักดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงในขณะที่เพลาข้อเหวี่ยงนั้นกลับกำลังดันลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นตาม“จังหวะอัด” จึงส่งผลให้เกิดเสียงดังขึ้น โดยเสียงดังจากการทำงานที่ผิดจังหวะนี้หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ เพราะความดันส่วนเกินที่เกิดขึ้นนี้จะสร้างความเสียหายให้กับทั้งลูกสูบ,วาล์วและประเก็นต่างๆ หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า “เครื่องน็อค”

อย่างไรก็ตาม นอกจากการจุดระเบิดก่อนแล้วยังมีอีกอาการที่คล้ายๆกัน และหลายๆคนยังเข้าใจผิด นั่นคือ การจุดระเบิดซ้ำ

การจุดระเบิดซ้ำ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการจุดระเบิดซ้ำกับการชิงจุดระเบิดก่อนนั้นเหมือนกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วรูปแบบของมันไม่เหมือนกันเลย โดยในสภาวะการเผาไหม้ปกติ เมื่อหัวเทียนสร้างประกายไฟเพื่อเผาไหม้ส่วนผสมอากาศกับน้ำมัน เปลวไฟจะเคลื่อนที่ผ่านไปทั่วห้องเผาไหม้ กดดันและเผาไหม้น้ำมันตั้งแต่ที่ส่วนหัวของหัวเทียน โดยการเผาไหม้นี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนเผาส่วนผสมอากาศกับน้ำมันจนหมด ดังนั้น กระบวนการจุดระเบิดตามปกติแบบนี้จะสร้างแรงดันที่ราบเรียบเหมาะสมให้กับระบบ

แต่หากเกิดการระเบิดขึ้นซ้ำอีกครั้งทั้งๆที่หัวเทียนเพิ่งสร้างประกายไฟจุดระเบิดไปแล้ว(แต่ยังคงไม่ถึงจุดระเบิดในวงรอบจังหวะต่อไป) ผลก็คือการเผาไหม้ส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศในจังหวะการจุดระเบิดจะไม่ราบเรียบเหมือนเดิม แม้รูปแบบของการจุดระเบิดซ้ำจะแตกต่างจากการชิงจุดระเบิดก่อน แต่อาการที่ปรากฏออกมาก็คือเสียงเครื่องน็อคและสร้างความเสียหายไม่ต่างกับการชิงจุดระเบิดก่อน

Spark Plug Firing.jpg

(ที่มารูปประกอบwww.blogofthebiker.com)

อัตราส่วนกำลังอัดคืออะไร? ทำไมเครื่องยนต์จึงต้องมีการกำหนดให้เติมน้ำมัน 91 หรือ 95

อัตราส่วนกำลังอัดคืออัตราส่วนของปริมาตรของกระบอกสูบทั้งกระบอกเทียบกับปริมาตรห้องเผาไหม้ ตัวอย่างเช่น ถ้ากระบอกสูบของเครื่องยนต์มีปริมาตร 80 ลูกบาศก์นิ้วและห้องเผาไหม้มีปริมาตร 10 ลูกบาศก์นิ้ว ดังนั้นอัตราส่วนกำลังอัดจะมีค่า 8 ต่อ 1 โดยผู้ออกแบบเครื่องยนต์จะเพิ่มอัตราส่วนกำลังอัดของเครื่องยนต์ให้มีค่าสูงๆ เพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ แต่ถึงแม้การบีบอัดน้ำมันและอากาศให้หดเล็กลงมากๆ(ที่อัตราส่วนกำลังอัดสูงๆนี้)จะให้พลังงานที่มากขึ้น แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เครื่องยนต์จะน็อคจากการจุดระเบิดก่อนหรือการจุดระเบิดซ้ำมากขึ้นด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงๆจึงต้องการน้ำมันที่มีออกเทนสูงๆ เพราะน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงๆก็จะมีจุดติดไฟด้วยตนเองสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันการชิงจุดระเบิดของน้ำมันด้วยตนเอง

จุดเดือดจุดติดไฟE.jpg

นอกจากนี้ผู้ผลิตรถยนต์ยังพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆในการกำหนดค่าออกเทนของน้ำมันที่เหมาะสมต่อเครื่องยนต์ ทั้งเวลาในการเปิดปิดวาว์ลไอดีไอเสีย, จังหวะเวลาในการจุดระเบิด(สร้างประกายไฟ)ของหัวเทียนและองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ค่าออกเทนของน้ำมันที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยปกป้องเครื่องยนต์ด้วยการควบคุมอัตราการเผาไหม้ของน้ำมันให้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปแล้ว ยังเป็นผลดีต่อช่วงเวลาในการเปิด/ปิดวาว์ลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์

ถึงแม้เราจะเติมน้ำมันให้กับเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันที่มีค่าออกเทนถูกต้องแล้ว แต่เครื่องยนต์ก็ยังมีโอกาสที่จะน็อคได้ ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์จึงได้สร้างระบบ/อุปกรณ์อื่นๆเพื่อช่วยในการป้องกันไม่ให้เกิดการชิงจุดระเบิดก่อนและการจุดระเบิดซ้ำดังต่อไปนี้

Exhaust Gas Re-circulation (EGR)

EGR คือระบบที่ช่วยควบคุมการชิงจุดระเบิดที่ไม่เหมาะสมและยังช่วยลดมลพิษในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์
เพราะระบบนี้จะทำงานเมื่อเครื่องยนต์กำลังจะเกิดการเผาไหม้ที่จะทำให้เครื่องน็อค โดยเมื่อระบบทำงาน วาว์ลไอเสียจะเปิดออกและถ่ายไอเสียเข้าสู่ท่อร่วมไอดีเพื่อลดอุณหภูมิระหว่างการเผาไหม้ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงจะช่วยในการควบคุมไม่ให้เกิดการชิงจุดระเบิดก่อนละการจุดระเบิดซ้ำ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาไหม้ที่ปกติของส่วนผสมอากาศกับน้ำมันในกระบอกสูบให้เพิ่มสูงขึ้น และEGRยังช่วยลดออกไซด์ของไนโตรเจนที่เกิดจากการชิงจุดระเบิดก่อนซึ่งเป็นการลดมลพิษอีกด้วย

EGR.png

Knock sensor

ถือเป็นอีกอุปกรณ์ที่ช่วยในการป้องกันเครื่องน็อค โดยเซนเซอร์ตัวนี้จะรายงานไปยัง ECU เมื่อตรวจพบการน็อคของเครื่องยนต์ เช่น เสียงเครื่องน็อคหรือวาว์ลกระทบกันอย่างผิดปกติ โดยเมื่อECUได้รับสัญญาณแล้วก็จะทำการปรับแต่งการจุดระเบิดและรวมไปถึงปรับจังหวะเวลาการเปิดปิดวาว์ล(ลิ้นไอดีลิ้นไอเสีย)ให้เหมาะสม

Posted in ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , | Leave a comment

แชร์ประสบการณ์ ต่อประกันภัยรถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า

insurancee

อย่าหลงเชื่อ โบรกเกอร์ที่โทรมาแจ้งสิทธิโปรโมชั่นให้ชำระค่ามัดจำเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการล็อคเรตเบี้ยประกันก่อนจะปรับโครงสร้างราคาในปีต่อไป เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายก่อนล่วงหน้านานหลายเดือน เพราะค่าเบี้ยประกันจะคำนวณจากประวัติการเคลมของเราทั้งปี ดังนั้นการจ่ายค่ามัดจำก่อนไม่ได้เป็นการการันตีค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด การต่ออายุและชำระเบี้ยประกันภัยก่อนหมดอายุล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือนก็เพียงพอแล้วที่จะให้เกิดการคุ้มครองประกันภัยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อบริษัทประกันจ่ายค่าเสียหายให้แล้ว ควรระมัดระวังในการเซ็นต์เอกสารให้ดี บริษัทประกันบางรายที่ฉ้อฉลเมื่อจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตาม กธ.พรบ.ให้กับผู้เสียหายแล้ว ก็จะให้ผู้เสียหายเซ็นต์หนังสือสัญญาตกลงประนีประนอมยอมความโดยที่ผู้เสียหายรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเนื้อความในหนังสือจะระบุว่าผู้เสียหายพึงพอใจในค่าเสียหายที่ได้รับแล้วและจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดเพิ่มเติม ไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาอีกต่อไป ซึ่งความเป็นจริงผู้เสียหายยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องจากผู้ที่ทำให้เราเสียหายได้อีกตามกฎหมายการละเมิด หรือมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยในค่าเสียหายตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจเพิ่มอีก แต่ถ้าผู้เสียหายไปเซ็นต์หนังสือดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นการสละสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นๆที่เราควรได้รับเพิ่ม เช่น การที่ผู้เสียหายได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว5หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเต็มวงเงินสูงสุดของพรบ.แล้ว แต่ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นเพิ่มอีก เช่น ค่าขาดรายได้จากการทำงานเพราะบาดเจ็บ ค่ารักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเรียกได้เป็นเงินถึง 1แสน-1ล้านบาท ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับสมควรแก่ฐานะ หรือตามสมควรแก่เหตุการณ์ ของผู้เสียหายแต่ละคน

แจ้งเคลมทุกครั้งต้องมีคู่กรณี เพราะหากเราไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หรือระบุไม่ชัดเจน ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก ในกรณีที่เฉี่ยวชนกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ก็เช่นกัน ก็ให้ถือว่า เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ให้ถือว่ารั้วบ้านและเสาไฟฟ้าคือคู่กรณีในการแจ้งแคลม ห้ามแจ้งเคลม โดยการระบุความเสียหายที่มีที่มาไม่ชัดเจนเด็ดขาด เช่น จอดรถไว้หน้าบ้านแล้วถูกมอเตอร์ไซต์เฉี่ยวแล้วขี่หนีไปเลย ถ้าแจ้งแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันในการตามตัวคู่กรณีกลับมาให้ได้ มิฉะนั้น ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกันที่สุดคือช่วงไหน หลังจากที่คุณได้ทำเรื่องต่อประกันภัยล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับปัจจุบันจะหมดอายุ และคุณชำระเบี้ยประกันของกรมธรรม์ปีถัดไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกัน เนื่องจากบริษัทประกันภัยได้ทำการสำรวจรถและตรวจสอบประวัติการขับขี่ของคุณจนเสร็จสิ้น จึงมอบส่วนลดประวัติการขับขี่ดี(ถ้ามี)ให้กับคุณ พร้อมกับเสนอราคาเบี้ยประกันภัยที่ราคาถูกลง ดังนั้นการเคลมของคุณหลังจากทำเรื่องต่อประกันภัยของปีต่อไปแล้วจึงไม่มีผลต่อค่าเบี้ยประกันของปีต่อไปอย่างแน่นอน

การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงก็ไม่แน่ว่าจะได้ค่าเบี้ยประกันถูกกว่า ผมพบว่ามีโบรกเกอร์ประกันภัยหลายบริษัทที่สามารถเสนอเบี้ยประกันในราคาที่ใกล้เคียงกับที่เราทำการต่อประกันผ่านบริษัทประกันภัยโดยตรง นอกจากนี้การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงบางครั้งอาจจะค่อนข้างยุ่งยากเพราะเราต้องดำเนินการจัดส่งเอกสารหลายๆอย่างเอง แต่การต่อประกันผ่านโบรกเกอร์จะมีเซลล์หรือ จนท.มาช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆแทนเรา

พิจารณาบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆของโบรกเกอร์ประกันภัย การต่อประกันภัยผ่านโบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆ เช่น รถใช้ระหว่างซ่อม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ตลอดไปจนถึงการการันตีราคาเบี้ยประกันที่กล้าคืนส่วนต่างหากพบว่าที่อื่นค่าเบี้ยถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งต่างจากการต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงที่แทบไม่ได้บริการเสริมและโปรโมชั่นเหล่านี้เลย รวมไปถึงการเช็คค่าเบี้ยของบริษัทประกันต่างๆที่สามารถเช็คออนไลน์ได้ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่วินาทีเมื่อเช็คผ่านโบรกเกอร์ แต่ต่างกับการเช็คค่าเบี้ยผ่านบริษัทประกันต่างๆโดยตรงที่เราสามารถเช็คได้ทีละบริษัทและค่อนข้างยุ่งยาก

เช็คเบี้ยประกันออนไลน์ เปรียบเทียบบริษัทประกันภัยชั้นนำต่างๆเพียงไม่กี่วินาที เพียงคลิกที่นี่

Posted in การใช้งานรถ, อื่นๆ | Leave a comment