7 เทคนิคดูแลและตรวจสอบประเก็นฝาสูบโก่ง

เมื่อประเก็นฝาสูบโก่งอาจจะก่อให้เกิดอาการผิดปกติที่แตกต่างกันมากมาย เช่น น้ำหม้อน้ำรั่วแล้วไหลปะปนกับน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบหรือน้ำมันรั่วจากเครื่องยนต์ ดูผิวเผิน เหมือนว่าอาการเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆแล้วอาจมีสาเหตุมาจากต้นเหตุเดียวกัน คือ ประเก็นฝาสูบ รวมไปถึงอาจเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม บางครั้งเมื่อประเก็นฝาสูบโก่งจริงๆอาจจะไม่ปรากฎอาการที่ว่ามานี้เลยก็ได้เช่นกัน

เครื่องยนต์จุดระเบิดไม่ครบสูบ

ประเก็นฝาสูบที่ชำรุด ในจุดบริเวณรอยต่อระหว่างกระบอกสูบจะทำให้เกิดการจุดระเบิดไม่ครบสูบ เพราะการชำรุดระหว่างบริเวณรอยต่อของกระบอกสูบ แรงอัดจากกระบอกสูบหนึ่งจะรั่วไหลสู่อีกกระบอกสูบได้ แรงอัดที่ลดต่ำลงนี้จะเป็นผลให้รอบเดินเบามีปัญหา ประเก็นฝาสูบที่เสียในลักษณะนี้อาจจะไม่มีผลให้เครื่องโอเวอร์ฮีทหรือเครื่องร้อน ไม่มีผลให้น้ำหม้อน้ำรั่วเข้าปนในน้ำมันเครื่องหรือมีอาการภายนอกอื่นใด ส่วนใหญ่จะเป็นอาการจุดระเบิดไม่ครบสูบเท่านั้น

เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท

เมื่อประเก็นฝาสูบเสื่อมบริเวณรอยต่อระหว่างห้องเผาไหม้กับหม้อน้ำ จะส่งผลให้น้ำหม้อน้ำค่อยๆระเหยหายและเครื่องโอเวอร์ฮีทบ่อย ซึ่งอาจเกิดเป็นพักๆ ไม่ได้เกิดตลอด ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้รถ เช่น รถอาจจะโอเวอร์ฮีทหลังจากขับไปสักพักใหญ่ๆ แต่ถ้าขับระยะสั้นๆ อาจจะไม่แสดงอาการใดๆออกมาเลยก็เป็นได้

บ่อยครั้งที่ปัญหานี้ยกระดับขึ้นหลังจากเครื่องโอเวอร์ฮีทด้วยสาเหตุอื่นก่อน เช่น พัดลมหม้อน้ำเสียจึงทำให้เครื่องโอเวอร์ฮีท แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนพัดลมไปแล้ว แต่เครื่องยนต์ก็กลับมาโอเวอร์ฮีทอีกหลังจากผ่านไปหลายเดือน นั่นก็เพราะการโอเวอร์ฮีทในครั้งแรกมีผลให้ฝาสูบโก่งไปแล้ว แต่กว่าอาการจะออกอีกทีต้องใช้รถผ่านไปสักระยะหนึ่งก่อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ช่างหรือผู้ใช้รถหลายๆคนสับสน จนหลงลืมสาเหตุที่แท้จริงเมื่ออาการโอเวอร์ฮีทกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง

การผสมปะปนของน้ำหม้อน้ำและน้ำมันเครื่อง

เมื่อสตาร์ทรถ ภายในระบบหม้อน้ำและน้ำมันเครื่องก็จะเริ่มมีความดัน โดยน้ำหม้อน้ำก็จะถูกหมุนเวียนมาระบายความร้อนที่หม้อน้ำ ด้วยเพราะแรงจากการสั่นสะเทือน ความดัน และความร้อนนีั้เอง เมื่อประสานรวมกันนานวันเข้า ประกอบการใช้งานอย่างหนัก ประเก็นฝาสูบเสื้อสูบจึงเริ่มขยายตัวและเกิดรอยรั่วขึ้น ส่งผลให้น้ำหม้อน้ำเข้าไปปะปนกับน้ำมันเครื่อง และ/หรือน้ำมันเครื่องไหลเข้าปะปนกับน้ำหม้อน้ำได้

ถ้าพบคราบน้ำมันเครื่องในถังพักหม้อน้ำ สันนิษฐานได้ว่าประเก็นฝาสูบอาจจะโก่งหรือรั่ว ส่งผลให้น้ำมันเครื่องรั่วไหลเข้าสู่หม้อน้ำ แต่ก็มีบางกรณีที่เกิดการรั่วในบริเวณห้องเผาไหม้ จึงมีแต่แก๊สในห้องเผาไหม้รั่วเข้าสู่หม้อน้ำ กรณีนี้จะตรวจสอบไม่พบคราบน้ำมันเครื่องในหม้อน้ำ หากจะทำการตรวจสอบให้ตรวจเช็คแก็สคาร์บอนไดออกไซต์ในหม้อน้ำแทน

การตรวจฝาสูบโก่งด้วย CO2 test

เมื่อแก็สในห้องเผาไหม้รั่วไหลเข้าสู่หม้อน้ำ เราอาจจะตรวจพบแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ได้ในหม้อน้ำ โดยเราสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เพื่อตรวจสอบโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้สารเคมีที่จะเปลี่ยนสีเมื่อตรวจพบแก็สคาร์บอนไดออกไซต์

โดยระหว่างการทดสอบให้ทำการติดเครื่องและเปิดฝาหม้อน้ำไว้ จากนั้นให้ใช้ชุดทดสอบจ่อบริเวณปากหม้อน้ำเพื่อดูดควันจากหม้อน้ำ ถ้าควันที่ดูดได้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ สารเคมีในชุดทดสอบจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

co2test_quora

(ที่มารูป www.quora.com)

ฝาสูบร้าว/ฝาสูบแตก

ฝาสูบร้าวนั้นมีอาการเดียวกับประเก็นฝาสูบโก่ง จากรูปด้านล่าง รอยร้าวหรือรอยแตกค่อนข้างชัดเจน บ่อยครั้งที่รอยร้าวนั้นยากที่จะมองด้วยตาเปล่า เนื่องจากรอยค่อนข้างเล็กมาก แต่แค่รอยร้าวเล็กๆบนฝากระบอกสูบก็สามารถนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่คาดไม่ถึงได้ สำหรับอู่ที่เก่งๆ อาจจะใช้การย้อมสี หรือใช้การตรวจสอบโดยใช้ความดัน เพื่อตรวจหารอยร้าวบนฝาสูบได้

pantip_duk_kera.jpg

(ที่มารูป pantip.com สมาชิก duk_kera)

ฝาสูบที่ถูกกัดกร่อน

ผิวฝาสูบที่ถูกกัดกร่อนนั้นคล้ายกับการร้าว คือมีผลต่อประเก็นฝาสูบเช่นกัน ฝาสูบที่ถูกกัดกร่อนจะไม่ยอมให้ประเก็นฝาสูบนั้นถูกซีลปิดได้ บางการกัดกร่อนนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับระบบหม้อน้ำทำงานผิดปกติพอดี ส่งผลให้บางคนเข้าใจผิด ถ้าการกัดกร่อนรุนแรงมาก เราจำเป็นต้องเปลี่ยนฝาสูบใหม่ แต่ถ้าไม่รุนแรงมาก ร้านฝาสูบสามารถนำฝาสูบเข้าเครื่องmachine เพื่อปาดผิวที่ถูกกัดกร่อนออกได้

การป้องกันและดูแลรักษาฝาสูบ

การดูแลรักษาหม้อน้ำอย่างถูกวิธีถือการป้องกันปัญหาและดูแลรักษาประเก็นฝาสูบและเสื้อสูบได้ทางหนึ่ง เพราะรถยนต์ปัจจุบันมักทำงานที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง บ่อยครั้งสูงถึง 90 – 107 องศาเซลเซียสภายใต้การทำงานปกติ เมื่อหน้าปัดรถแจ้งเตือนว่ารถเริ่มร้อน ควรรีบตรวจสอบและแก้ไขทันที (คลิกอ่านบทความตรวจสอบหม้อน้ำได้ที่นี่)

การเลือกใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมก็เป็นอีกวิธีง่ายๆที่ช่วยดูแลรักษาประเก็นฝาสูบ เพราะน้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำมากเกินไปสำหรับเครื่องยนต์อาจทำให้เครื่องยนต์เกิดการจุดระเบิดก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นการจุดระเบิดซ้ำหรือจุดระเบิดก่อน ความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบที่เกิดขึ้นก็จะสูงขึ้นอย่างผิดปกติส่งผลให้ประเก็นฝาสูบได้รับความเสียหาย

Advertisements
Posted in การดูแลรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , | Leave a comment

ขี้เกลือที่ขั้วแบต เกิดขึ้นได้อย่างไร แก้ไขและดูแลรักษาอย่างไร?

เมื่อเกิดขี้เกลือขึ้นที่ขั้วแบต ซึ่งยิ่งสะสมมากก็จะเป็นการเพิ่มความต้านทานไฟฟ้าให้กับระบบ ส่งผลให้การไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ราบรื่น การจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ไม่เสถียร และผลสุดท้ายก็คือรถสตาร์ทไม่ติด

ขี้เกลือที่ขั้วแบตเกิดจากก๊าซไฮโดรเจนที่ถูกปล่อยออกจากน้ำกรดในแบตเตอรี่ เมื่อทำปฏิกิริยากับสสารในบรรยากาศใต้กระโปรงรถจึงก่อตัวเป็นขี้เกลือบนขั้วแบต

ถ้าขี้เกลือก่อตัวขึ้นที่ขั้วลบ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่าแบตอันเดอร์ชาร์จหรือประจุไฟเข้าไม่พอ แต่ถ้าเกิดขึ้นที่ขั้วบวก ก็อาจเป็นไปได้ว่าแบตโอเวอร์ชาร์จหรือประจุไฟมากเกินไป

อีกทั้งเมื่อขั้วแบตหลวม และทำการใช้งานรถ แบตเตอรี่จะเริ่มร้อน ส่งผลให้น้ำกรดระเหยออกมาทำปฏิกิริยาเกิดเป็นขี้เกลือ

รวมไปถึงแบตเตอรี่เก่าหรือตัวแบตเตอรี่แตกร้าวก็เช่นกัน รอยฉีกที่หัวของตัวแบต ก็ส่งผลให้น้ำกรดรั่วไหล แล้วทำปฎิกิริยาก่อเกิดขี้เกลือได้

สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาดขี้เกลือ อาจใช้น้ำร้อนหรือน้ำอัดลม(โคล่า)ราดบริเวณที่เกิดขี้เกลือ หลังจากนั้นจึงใช้แปรงสีฟันขัด เมื่อเสร็จแล้วจึงทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง และเพื่อเป็นการชะลอให้ขี้เกลือกลับมาเกิดได้ช้าลง ให้ทาจาระบีบางๆที่รอบๆขั้วแบต และหาแหวนกันขี้เกลือมาสวมใส่ (เป็นผ้าสักหลาดตัดเป็นรูปทรงเหมือนแหวนรองน็อต – ถ้าหาซื้อไม่ได้สามารถทำเองได้)

แต่อย่างไรก็ตาม หากแบตเตอรี่รถคันใดเกิดขี้เกลือขึ้นแล้ว แม้จะทำความสะอาดขัดออกไป ขี้เกลือก็ยังมีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบแบตเตอรี่เป็นประจำ หากพบว่าจาระบีที่ทาไว้แห้ง ขั้วแบตหลวม ควรรีบแก้ไขและดูแลรักษาเป็นระยะๆ ก็จะเป็นการลดโอกาสเกิดขี้เกลือและถนอมแบตเตอรี่รถยนต์อีกทางหนึ่ง

ขี้เกลือขั้วแบต

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

จริงๆแล้ว…เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีเอ็นจิ้นเบรค!!!

เพราะเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake เหมือนเครื่องยนต์เบนซิน เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลไม่มีการควบคุมปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ไหลเข้ากระบอกสูบ หรือพูดง่ายๆก็คือไม่มีวาล์วปีกผีเสื้อเหมือนเครื่องเบนซิน นั่นคืออากาศจะไหลเข้าตลอดเวลา โดยความเร็วของเครื่องยนต์ดีเซลจะถูกควบคุมด้วยปริมาณการฉีดน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ดีเซลมีระบบเบรคดังต่อไปนี้แทน

เบรคไอเสีย (Exhaust Brake)

เบรคอไอเสีย คือ ระบบเบรคที่ใช้การปิดกั้นไอเสียบางส่วนไม่ให้ออกจากกระบอกสูบ ส่งผลให้เกิดแรงดันขึ้นต้านการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ผลที่ได้ก็คือเครื่องยนต์ก็จะหมุนช้าลง ความเร็วของรถก็จะลดลงนั่นเอง

การทำงานของเบรคไอเสีย

จริงๆแล้วเบรคไอเสียไม่สามารถปิดกั้นระบบไอเสียได้อย่างสนิท100% เพราะถ้าระบบไอเสียปิดสนิท ความดันในระบบไอเสียจะสูงขึ้นเรื่อยๆจนสร้างความเสียหายให้กับระบบท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์ได้

โดยถ้าความดันในระบบไอเสียหรือความดันด้านหลังของวาล์วไอเสียในเครื่องยนต์นั้นเกินกว่าค่าความสามารถของสปริงที่ยึดวาล์วไว้ จะส่งผลให้วาล์วไอเสียถูกดันให้เปิดออก ผลก็คือลูกสูบก็จะเข้ามากระแทกวาล์วได้ เป็นเหตุให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย

เบรคไอเสียจะไม่ทำงานในกรณีต่อไปนี้

  • เมื่อผ่อนคันเร่ง
  • เมื่ออยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง
  • เมื่อระบบเบรค ABS ทำงาน

ทำไมต้องมีระบบเบรคไอเสีย?

โดยประโยชน์ของเบรคไอเสียก็คือการช่วยลดภาระของระบบเบรคปกติในรถดีเซล/รถบรรทุก อันเป็นการป้องกันระบบเบรคไหม้เมื่อต้องบรรทุกหนักหรือลากจูงระหว่างลงเขาหรือเมื่อต้องพ่วง ดังนั้นระบบเบรคไอเสียถือเป็นอีกระบบช่วยในการเบรค ถือเป็นอีกระบบที่จำเป็นต้องมีในรถดีเซล/รถบรรทุก

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลไม่มี engine brake แต่นอกจากเบรคไอเสียแล้วเครื่องยนต์ดีเซลก็ยังมีระบบ compression release engine brake หรือ Jake brake ในการช่วยเบรคโดยเครื่องยนต์เช่นกัน

Compression release engine brake / Jake brake คืออะไร?

compression release engine brake หรือ Jake brake ถือว่าเป็น engine brake ของเครื่องยนต์ดีเซล แต่ต่างจากระบบเบรคไอเสียที่จะปิดกั้นไม่ให้ไอเสียไหลออก แต่ Jake brake กลับทำการเปิดวาล์วไอเสียเมื่ออยู่ในจังหวะอัดในขณะที่ลูกสูบขึ้นไปสุด ส่งผลให้แรงดันจากการอัดลูบสูบในจังหวะอัดนั้นระบายออกทางวาว์ลไอเสียถือเป็นการระบายแรงดันในห้องเผาไหม้ผลก็คือลูกสูบก็เคลื่อนที่ช้าลง เครื่องยนต์จึงหมุนช้าลง ถือเป็นการเบรคโดยเครื่องยนต์นั่นเอง

17309998_1727339833946693_7341017762394481652_o

ที่มารูปประกอบ www.trucktrend.com

Posted in ความรู้เรื่องรถ, อื่นๆ | Tagged , , , , , | Leave a comment

บทความเดียวจบ! รวมความรู้เรื่องของการจุดระเบิด, เครื่องน็อค และ EGR!

ในเครื่องยนต์แบบลูกสูบ 4 จังหวะ จะประกอบไปด้วยจังหวะการทำงานดังต่อไปนี้

kids_britannica_com.jpg

(ที่มารูป kids.britannica.com)

  • จังหวะดูด วาว์ลไอดีเปิดออก ลูกสูบเคลื่อนที่ลงรอรับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันไหลเข้าสู่กระบอกสูบ
  • จังหวะอัด วาว์ลไอดีปิด ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันให้มีปริมาตรเล็กลง ความดันและอุณหภูมิในกระบอกสูบตอนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อเอื้อต่อการจุดระเบิดได้ง่ายขึ้น
  • จังหวะระเบิด เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นเพื่อบีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันจนถึงจุดที่เหมาะสม(มีอุณหภูมิที่สูงพอแล้ว) หัวเทียนก็จะสร้างประกายไฟ ประกายไฟจากหัวเทียนก็จะทำปฏิกิริยากับส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันที่กำลังอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเผาไหม้นี้เพื่อก่อให้เกิดการระเบิดหรือการเผาไหม้ โดยพลังงานจากการระเบิดนี้เองก็จะถูกส่งต่อไปยังลูกสูบเพื่อหมุนเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ เกิดเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนรถยนต์
  • จังหวะคาย วาว์ลไอเสียก็จะเปิดออก พร้อมๆกับการดันตัวขึ้นของลูกสูบเพื่อผลักดันไอเสียออกจากกระบอกสูบต่อไป

ในสภาวะที่เครื่องยนต์ทำงานปกติลูกสูบจะเคลื่อนที่บีบอัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเพื่อให้เกิดการระเบิดที่จังหวะระเบิดซึ่งตรงกับตอนที่หัวเทียนสร้างประกายไฟ แต่ถ้าหากส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเกิดการจุดระเบิดขึ้น(เอง)ก่อนที่ลูกสูบจะเคลื่อนตัวถึงจุดระเบิด เราเรียกสภาวะนี้ว่า “การชิงจุดระเบิดก่อน”

การชิงจุดระเบิดก่อน

คือ สภาวะที่ส่วนผสมของน้ำมัน/อากาศเกิดการจุดระเบิดด้วยตัวเองก่อนหัวเทียนสร้างประกายไฟที่จังหวะจุดระเบิด

เมื่อส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศเกิดการระเบิดก่อนกำหนด จะส่งผลให้เกิดแรงผลักดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงในขณะที่เพลาข้อเหวี่ยงนั้นกลับกำลังดันลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นตาม“จังหวะอัด” จึงส่งผลให้เกิดเสียงดังขึ้น โดยเสียงดังจากการทำงานที่ผิดจังหวะนี้หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ เพราะความดันส่วนเกินที่เกิดขึ้นนี้จะสร้างความเสียหายให้กับทั้งลูกสูบ,วาล์วและประเก็นต่างๆ หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า “เครื่องน็อค”

อย่างไรก็ตาม นอกจากการจุดระเบิดก่อนแล้วยังมีอีกอาการที่คล้ายๆกัน และหลายๆคนยังเข้าใจผิด นั่นคือ การจุดระเบิดซ้ำ

การจุดระเบิดซ้ำ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการจุดระเบิดซ้ำกับการชิงจุดระเบิดก่อนนั้นเหมือนกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วรูปแบบของมันไม่เหมือนกันเลย โดยในสภาวะการเผาไหม้ปกติ เมื่อหัวเทียนสร้างประกายไฟเพื่อเผาไหม้ส่วนผสมอากาศกับน้ำมัน เปลวไฟจะเคลื่อนที่ผ่านไปทั่วห้องเผาไหม้ กดดันและเผาไหม้น้ำมันตั้งแต่ที่ส่วนหัวของหัวเทียน โดยการเผาไหม้นี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนเผาส่วนผสมอากาศกับน้ำมันจนหมด ดังนั้น กระบวนการจุดระเบิดตามปกติแบบนี้จะสร้างแรงดันที่ราบเรียบเหมาะสมให้กับระบบ

แต่หากเกิดการระเบิดขึ้นซ้ำอีกครั้งทั้งๆที่หัวเทียนเพิ่งสร้างประกายไฟจุดระเบิดไปแล้ว(แต่ยังคงไม่ถึงจุดระเบิดในวงรอบจังหวะต่อไป) ผลก็คือการเผาไหม้ส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศในจังหวะการจุดระเบิดจะไม่ราบเรียบเหมือนเดิม แม้รูปแบบของการจุดระเบิดซ้ำจะแตกต่างจากการชิงจุดระเบิดก่อน แต่อาการที่ปรากฏออกมาก็คือเสียงเครื่องน็อคและสร้างความเสียหายไม่ต่างกับการชิงจุดระเบิดก่อน

Spark Plug Firing.jpg

(ที่มารูปประกอบwww.blogofthebiker.com)

อัตราส่วนกำลังอัดคืออะไร? ทำไมเครื่องยนต์จึงต้องมีการกำหนดให้เติมน้ำมัน 91 หรือ 95

อัตราส่วนกำลังอัดคืออัตราส่วนของปริมาตรของกระบอกสูบทั้งกระบอกเทียบกับปริมาตรห้องเผาไหม้ ตัวอย่างเช่น ถ้ากระบอกสูบของเครื่องยนต์มีปริมาตร 80 ลูกบาศก์นิ้วและห้องเผาไหม้มีปริมาตร 10 ลูกบาศก์นิ้ว ดังนั้นอัตราส่วนกำลังอัดจะมีค่า 8 ต่อ 1 โดยผู้ออกแบบเครื่องยนต์จะเพิ่มอัตราส่วนกำลังอัดของเครื่องยนต์ให้มีค่าสูงๆ เพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ แต่ถึงแม้การบีบอัดน้ำมันและอากาศให้หดเล็กลงมากๆ(ที่อัตราส่วนกำลังอัดสูงๆนี้)จะให้พลังงานที่มากขึ้น แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เครื่องยนต์จะน็อคจากการจุดระเบิดก่อนหรือการจุดระเบิดซ้ำมากขึ้นด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงๆจึงต้องการน้ำมันที่มีออกเทนสูงๆ เพราะน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงๆก็จะมีจุดติดไฟด้วยตนเองสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันการชิงจุดระเบิดของน้ำมันด้วยตนเอง

จุดเดือดจุดติดไฟE.jpg

นอกจากนี้ผู้ผลิตรถยนต์ยังพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆในการกำหนดค่าออกเทนของน้ำมันที่เหมาะสมต่อเครื่องยนต์ ทั้งเวลาในการเปิดปิดวาว์ลไอดีไอเสีย, จังหวะเวลาในการจุดระเบิด(สร้างประกายไฟ)ของหัวเทียนและองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ค่าออกเทนของน้ำมันที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยปกป้องเครื่องยนต์ด้วยการควบคุมอัตราการเผาไหม้ของน้ำมันให้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปแล้ว ยังเป็นผลดีต่อช่วงเวลาในการเปิด/ปิดวาว์ลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์

ถึงแม้เราจะเติมน้ำมันให้กับเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันที่มีค่าออกเทนถูกต้องแล้ว แต่เครื่องยนต์ก็ยังมีโอกาสที่จะน็อคได้ ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์จึงได้สร้างระบบ/อุปกรณ์อื่นๆเพื่อช่วยในการป้องกันไม่ให้เกิดการชิงจุดระเบิดก่อนและการจุดระเบิดซ้ำดังต่อไปนี้

Exhaust Gas Re-circulation (EGR)

EGR คือระบบที่ช่วยควบคุมการชิงจุดระเบิดที่ไม่เหมาะสมและยังช่วยลดมลพิษในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์
เพราะระบบนี้จะทำงานเมื่อเครื่องยนต์กำลังจะเกิดการเผาไหม้ที่จะทำให้เครื่องน็อค โดยเมื่อระบบทำงาน วาว์ลไอเสียจะเปิดออกและถ่ายไอเสียเข้าสู่ท่อร่วมไอดีเพื่อลดอุณหภูมิระหว่างการเผาไหม้ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงจะช่วยในการควบคุมไม่ให้เกิดการชิงจุดระเบิดก่อนละการจุดระเบิดซ้ำ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาไหม้ที่ปกติของส่วนผสมอากาศกับน้ำมันในกระบอกสูบให้เพิ่มสูงขึ้น และEGRยังช่วยลดออกไซด์ของไนโตรเจนที่เกิดจากการชิงจุดระเบิดก่อนซึ่งเป็นการลดมลพิษอีกด้วย

EGR.png

Knock sensor

ถือเป็นอีกอุปกรณ์ที่ช่วยในการป้องกันเครื่องน็อค โดยเซนเซอร์ตัวนี้จะรายงานไปยัง ECU เมื่อตรวจพบการน็อคของเครื่องยนต์ เช่น เสียงเครื่องน็อคหรือวาว์ลกระทบกันอย่างผิดปกติ โดยเมื่อECUได้รับสัญญาณแล้วก็จะทำการปรับแต่งการจุดระเบิดและรวมไปถึงปรับจังหวะเวลาการเปิดปิดวาว์ล(ลิ้นไอดีลิ้นไอเสีย)ให้เหมาะสม

Posted in ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , | Leave a comment

แชร์ประสบการณ์ ต่อประกันภัยรถยนต์อย่างไรให้คุ้มค่า

insurancee

อย่าหลงเชื่อ โบรกเกอร์ที่โทรมาแจ้งสิทธิโปรโมชั่นให้ชำระค่ามัดจำเบี้ยประกันภัยล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการล็อคเรตเบี้ยประกันก่อนจะปรับโครงสร้างราคาในปีต่อไป เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายก่อนล่วงหน้านานหลายเดือน เพราะค่าเบี้ยประกันจะคำนวณจากประวัติการเคลมของเราทั้งปี ดังนั้นการจ่ายค่ามัดจำก่อนไม่ได้เป็นการการันตีค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด การต่ออายุและชำระเบี้ยประกันภัยก่อนหมดอายุล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือนก็เพียงพอแล้วที่จะให้เกิดการคุ้มครองประกันภัยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อบริษัทประกันจ่ายค่าเสียหายให้แล้ว ควรระมัดระวังในการเซ็นต์เอกสารให้ดี บริษัทประกันบางรายที่ฉ้อฉลเมื่อจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตาม กธ.พรบ.ให้กับผู้เสียหายแล้ว ก็จะให้ผู้เสียหายเซ็นต์หนังสือสัญญาตกลงประนีประนอมยอมความโดยที่ผู้เสียหายรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเนื้อความในหนังสือจะระบุว่าผู้เสียหายพึงพอใจในค่าเสียหายที่ได้รับแล้วและจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดเพิ่มเติม ไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาอีกต่อไป ซึ่งความเป็นจริงผู้เสียหายยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องจากผู้ที่ทำให้เราเสียหายได้อีกตามกฎหมายการละเมิด หรือมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยในค่าเสียหายตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจเพิ่มอีก แต่ถ้าผู้เสียหายไปเซ็นต์หนังสือดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นการสละสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอื่นๆที่เราควรได้รับเพิ่ม เช่น การที่ผู้เสียหายได้รับเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว5หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเต็มวงเงินสูงสุดของพรบ.แล้ว แต่ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นเพิ่มอีก เช่น ค่าขาดรายได้จากการทำงานเพราะบาดเจ็บ ค่ารักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเรียกได้เป็นเงินถึง 1แสน-1ล้านบาท ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับสมควรแก่ฐานะ หรือตามสมควรแก่เหตุการณ์ ของผู้เสียหายแต่ละคน

แจ้งเคลมทุกครั้งต้องมีคู่กรณี เพราะหากเราไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หรือระบุไม่ชัดเจน ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก ในกรณีที่เฉี่ยวชนกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ก็เช่นกัน ก็ให้ถือว่า เสาไฟฟ้า รั้วบ้าน ให้ถือว่ารั้วบ้านและเสาไฟฟ้าคือคู่กรณีในการแจ้งแคลม ห้ามแจ้งเคลม โดยการระบุความเสียหายที่มีที่มาไม่ชัดเจนเด็ดขาด เช่น จอดรถไว้หน้าบ้านแล้วถูกมอเตอร์ไซต์เฉี่ยวแล้วขี่หนีไปเลย ถ้าแจ้งแบบนี้ต้องเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันในการตามตัวคู่กรณีกลับมาให้ได้ มิฉะนั้น ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกันที่สุดคือช่วงไหน หลังจากที่คุณได้ทำเรื่องต่อประกันภัยล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับปัจจุบันจะหมดอายุ และคุณชำระเบี้ยประกันของกรมธรรม์ปีถัดไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเคลมประกัน เนื่องจากบริษัทประกันภัยได้ทำการสำรวจรถและตรวจสอบประวัติการขับขี่ของคุณจนเสร็จสิ้น จึงมอบส่วนลดประวัติการขับขี่ดี(ถ้ามี)ให้กับคุณ พร้อมกับเสนอราคาเบี้ยประกันภัยที่ราคาถูกลง ดังนั้นการเคลมของคุณหลังจากทำเรื่องต่อประกันภัยของปีต่อไปแล้วจึงไม่มีผลต่อค่าเบี้ยประกันของปีต่อไปอย่างแน่นอน

การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงก็ไม่แน่ว่าจะได้ค่าเบี้ยประกันถูกกว่า ผมพบว่ามีโบรกเกอร์ประกันภัยหลายบริษัทที่สามารถเสนอเบี้ยประกันในราคาที่ใกล้เคียงกับที่เราทำการต่อประกันผ่านบริษัทประกันภัยโดยตรง นอกจากนี้การต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงบางครั้งอาจจะค่อนข้างยุ่งยากเพราะเราต้องดำเนินการจัดส่งเอกสารหลายๆอย่างเอง แต่การต่อประกันผ่านโบรกเกอร์จะมีเซลล์หรือ จนท.มาช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆแทนเรา

พิจารณาบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆของโบรกเกอร์ประกันภัย การต่อประกันภัยผ่านโบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีบริการเสริมและโปรโมชั่นต่างๆ เช่น รถใช้ระหว่างซ่อม บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ตลอดไปจนถึงการการันตีราคาเบี้ยประกันที่กล้าคืนส่วนต่างหากพบว่าที่อื่นค่าเบี้ยถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งต่างจากการต่อประกันผ่านบริษัทประกันโดยตรงที่แทบไม่ได้บริการเสริมและโปรโมชั่นเหล่านี้เลย รวมไปถึงการเช็คค่าเบี้ยของบริษัทประกันต่างๆที่สามารถเช็คออนไลน์ได้ด้วยตัวเองเพียงไม่กี่วินาทีเมื่อเช็คผ่านโบรกเกอร์ แต่ต่างกับการเช็คค่าเบี้ยผ่านบริษัทประกันต่างๆโดยตรงที่เราสามารถเช็คได้ทีละบริษัทและค่อนข้างยุ่งยาก

เช็คเบี้ยประกันออนไลน์ เปรียบเทียบบริษัทประกันภัยชั้นนำต่างๆเพียงไม่กี่วินาที เพียงคลิกที่นี่

Posted in การใช้งานรถ, อื่นๆ | Leave a comment

การ Flush น้ำมันเกียร์ดีหรือไม่?

การFlush น้ำมันเกียร์นั้นมีอยู่ 2 แบบดังนี้

Flush โดยใช้เครื่อง Cooler line inlet flush

วิธีนี้จะต่อท่อเครื่อง Flush เข้ากับท่อ Cooler ของเกียร์ แล้วทำการStart รถติดเครื่องเพื่อให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ของรถทำงาน น้ำมันเกียร์เก่าในระบบเกียร์จะวิ่งเข้าเครื่อง Flush และเครื่อง Flush ก็จะส่งน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าระบบไปแทน แต่เนื่องจากวิธีนี้ใช้ปั๊มน้ำมันเกียร์ในการสร้างแรงดันในระบบให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำมันเกียร์ ซึ่งโดยปกติน้ำมันเกียร์ที่ผ่านปั๊มน้ำมันเกียร์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 วงจรความดันด้วยตัว pressure regualator วงจรแรกน้ำมันเกียร์จะวิ่งผ่านชุดเกียร์ต่างๆดันกระบอกสูบเพื่อใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ อีกวงจรน้ำมันเกียร์จะวิ่งผ่าน Torque converter กับท่อ Cooler ที่ต่อกับเครื่อง Flush แต่เนื่องจากวิธีนี้จะไม่มีการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองน้ำมันเกียร์ออก ดังนั้น น้ำมันเกียร์ที่ Flush ด้วยวิธีนี้จะไม่ใช่การเอาของเก่าออกทั้งหมดแล้วใส่ของใหม่เข้าไป แต่เป็นการเอาน้ำมันเกียร์ที่อยู่ใน Torque converter กับท่อ Cooler ออกแล้วเติมน้ำมันเกียร์ใหม่เข้าสู่ระบบโดยจะลงที่อ่างน้ำมันเกียร์ปนกับน้ำมันเกียร์เก่า ถือเป็นการเจือจางน้ำมันเกียร์เก่าให้ค่อยๆเป็นน้ำมันเกียร์ใหม่ ถึงแม้วิธีนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเอาน้ำมันเกียร์เก่าออกได้มากกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ด้วยวิธีปกติ
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือ เพราะการ Flush ด้วยวิธีนี้ ไม่มีการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองน้ำมันเกียร์ ส่งผลให้น้ำมันเกียร์ที่ Flush เพื่อชะตะกอนหรือสิ่งสกปรกต่างๆนั้นก็จะไปตกอยู่อ่างน้ำมันเกียร์ก่อนจะไปติดสะสมอยู่ที่กรองน้ำมันเกียร์ โดยที่กรองน้ำมันเกียร์จะติดตั้งอยู่ก่อนท่อดูดของปั๊มน้ำมันเกียร์ ดังนั้น มีโอกาสที่กรองจะตันได้เร็วขึ้นหลังจากการ Flush ด้วยวิธีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเกียร์ไม่สามารถปั๊มน้ำมันเกียร์ส่งเข้าชุดเกียร์ได้ เกียร์ก็อาจจะเกิดอาการเกียร์สลิป หรืออาการเกียร์รวนอื่นๆต่อไป นอกจากนี้ การ Flush ด้วยวิธีนี้ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสภาพและปริมาณของตะกอนต่างๆที่ตกค้างที่อ่างน้ำมันเกียร์ได้อีกด้วย

 
Flush โดยใช้เครื่อง Pump inlet flush

วิธีนี้จะต้องทำการถอดอ่างน้ำมันเกียร์และกรองออก แล้วต่อท่อของเครื่อง Flush เข้ากับท่อทางดูดของปั๊มน้ำมันเกียร์ แล้วปั๊มของเครื่อง Flush จะทำการใส่น้ำมันเกียร์ Flush น้ำมันเกียร์เก่าออกมาทิ้งแล้วใส่น้ำมันเกียร์ใหม่เข้าไปทั้งหมดโดยไม่มีการเจือจางเหมือนการ Flush โดยใช้เครื่อง Cooler line inlet flush เนื่องจากวิธีนี้ต้องถอดกรองและอ่างน้ำมันเกียร์อยู่แล้ว จึงทำให้สามารถตรวจสอบสภาพและปริมาณของตะกอนต่างๆที่ตกค้างที่อ่างน้ำมันเกียร์ได้ รวมถึงได้ทำการเปลี่ยนกรองน้ำมันเกียร์ตัวใหม่ แต่จุดที่ควรระวังก็คือ อู่บางอู่จะทำการ Flush โดยใส่สารฟอกหรือกัดตะกอนเสริมเข้าไปในการ Flush ด้วย สำหรับรถยนต์ที่ใช้งานมาได้นานระยะหนึ่งแล้วก็จะเป็นการขจัดตะกอนเล็กๆที่ติดตามซีลต่างๆที่ช่วยซีลหรืออุดช่องว่างจากการสึกหรอหลุดออกมาทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นผลดี
ถึงแม้ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงและไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ว่าการ Flush น้ำมันเกียร์นั้นจริงๆควรทำหรือไม่ แต่ถ้าพบว่าน้ำมันเกียร์มีสภาพเหม็นไหม้ ดำหรือเก่า เสื่อมสภาพมากเนื่องจากไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์มานาน สันนิษฐานได้ว่าอาจเริ่มมีชิ้นส่วนที่สึกหรอหรือได้รับการเสียหาย ไม่แนะนำให้ Flush เด็ดขาด เพราะยิ่งจะเป็นการทำให้ชิ้นส่วนที่สึกหรอนั้นยิ่งเสียหาย เกียร์จะรวนยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามสำหรับเจ้าของรถที่ตัดสินใจจะ Flush อย่าลืมตรวจสอบกับช่างด้วยว่าทำการ Flush ในทิศทางการไหลเดียวกับการไหลเวียนน้ำมันเกียร์ในระบบหรือไม่ เพราะถ้า Flush ย้อนทิศทางจะทำให้ตะกอนต่างๆ หลุดไปขัดไปบล็อคในบริเวณท่อที่แคบๆหรือ One way valve ได้
ที่สำคัญไม่ว่าจะ Flush หรือไม่ ถ้าเจ้าของรถหมั่นตรวจสภาพและดูแลรักษาน้ำมันเกียร์ให้เหมาะสมอยู่เสมอ รวมไปถึงใช้งานเกียร์ที่ตรงกับรุ่นรถอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์, กรอง และถอดอ่างน้ำมันเกียร์ออกมาตรวจสอบอยู่อย่างเสมอ(ในกรณีที่ทำได้)ก็เป็นการช่วยยืดอายุได้มากโขแล้ว

Cooler line flush machine (robinair_com)

ที่มารูป http://www.robinair.com

Posted in การดูแลรถ | Tagged , | Leave a comment

แค่สังเกตหน้าปัดรถก็ช่วยถนอมเกียร์ได้

ถนอมเกียร์

เพราะชุดเกียร์ออโตเมติกไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับแรงจากเครื่องยนต์แล้วส่งไปที่ล้อเท่านั้น แต่ชุดเกียร์เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ช่วยให้เราขับเคลื่อนรถได้หลากหลาย ทั้งเดินหน้าถอยหลัง เนื่องจากเครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วแคบๆช่วงหนึ่งเท่านั้น ถ้าไม่มีชุดเกียร์จะส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และสิ้นเปลืองน้ำมัน เนื่องจากเครื่องยนต์ต้องทำงานในรอบเครื่องที่ช้าหรือเร็วมากเกินไป

ด้วยขณะที่รถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่างๆชุดเกียร์จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่รอบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยชุดเกียร์จะทำการปรับเปลี่ยนเกียร์ที่ดีสุดให้สัมพันธ์กับความเร็วของรถ การสังเกตจุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จะช่วยให้เรารู้จักจังหวะการทำงานของชุดเกียร์ และเมื่อเกียร์เริ่มมีปัญหาเราจะสามารถสังเกตถึงอาการผิดปกติได้โดยง่าย

รถทุกคันล้วนมีหน้าปัดบอกความเร็วรอบเครื่องอยู่แล้ว แต่เจ้าของรถบางส่วนมักไม่ให้ความสำคัญ แค่หมั่นสังเกตเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับหน้าปัดรอบเครื่องก็จะช่วยให้เราเข้าใจชุดเกียร์รถเรามากขึ้น เมื่อเกียร์เริ่มมีอาการผิดปกติเราก็จะสามารถรับรู้และแก้ไขก่อนที่อาการเสียจะบานปลายได้

โดยจุดที่รถทำการเปลี่ยนเกียร์ สามารถสังเกตง่ายๆได้เมื่อเรากดคันเร่งเพิ่มความเร็วรถจนถึงจุดหนึ่งที่รถจะทำการเปลี่ยนเกียร์ รอบเครื่องก็จะขึ้นสูงชั่วขณะ จากนั้นก็จะลดต่ำลง แล้วความเร็วรถก็จะเพิ่มขึ้น

ถึงแม้จุดที่ชุดเกียร์ทำการเปลี่ยนเกียร์จริงๆนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่เมื่อเซ็นเซอร์ต่างๆส่งข้อมูลไปยัง ECU เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดจุดที่ทำการเปลี่ยนเกียร์แล้ว จากนั้น ECU ก็จะส่งสัญญาณสั่งให้คลัชทำการปล่อย เพื่อเริ่มทำการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ ถ้าเรากดคันเร่งหรือเมื่อเซ็นเซอร์ส่งข้อมูลว่ารถกำลังเร่ง แต่ ECUกลับยังไม่สั่งการให้เปลียนเกียร์ ก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานรอบสูงขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และกินน้ำมันมากขึ้น เพราะรถยังใช้เกียร์เดิมนั่นคือไม่สัมพันธ์กับความเร็วความเร่งรถที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ส่วนปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ สุญญากาศในเครื่องยนต์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ โหลดของเครื่องยนต์ และพฤติกรรมการขับขี่ของเราที่ผ่านมา เพราะชุดเกียร์รถของเราจะทำการเปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับสไตล์การขับขี่ของเรา ถ้าเราชอบเร่งเบาๆ ชุดเกียร์ก็จะทำการเปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้นกว่าปกติ (ซึ่งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันอีกด้วย) แต่ถ้าเราเกิดเปลี่ยนมากดคันเร่งหนักๆก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูงขึ้น ก่อนที่ ECUจะสั่งเปลี่ยนเกียร์ตามสไตล์เดิมที่เราเคยขับประจำ ส่งผลให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

การที่เราทำการสังเกตจุดที่รถเปลี่ยนเกียร์อยู่อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความคุ้นเคย โดยเฉพาะจุดที่รถเปลี่ยนเกียร์ในสภาวะปกติ จะทำให้เราสามารถรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่ผิดเพี้ยนไปแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้เราตรวจพบปัญหาของเกียร์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

Posted in การดูแลรถ, การใช้งานรถ, ความรู้เรื่องรถ | Tagged , , , , , , | Leave a comment